เที่ยวสบายกินดี@Italy 9 : การเดินทาง”บู๊นบู๊น”

422907_10150637937498186_1465495151_n

เวลาไปเที่ยว คนส่วนใหญ่ก็จะพึ่งพา Public Transportation ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟ เครื่องบิน หรือ taxi โดยอิตาลีถ้าไปแล้วเหมือนว่าทุกคนจะคิดถึงการนั่งรถไฟเพราะง่ายและสะดวกที่สุด(รึเปล่า)

สำหรับตัวเบนเองนั้นเคยชินกับการใช้รถยนตร์ส่วนตัว อยากขับรถเองได้ตั้งแต่เด็กๆจะได้ไม่ต้องพึ่งใครเวลาจะไปไหน วันเกิดอายุ 18 ถึงกับไปสอบขับรถเลย แล้วก็สอบตกในวันเกิด แน่นอนของปลอบใจจากพ่อแม่ก็คือพาไปกินข้าว 555

ตอนแรกไปอยู่อิตาลีก็เลยทรมานมาก เนื่องจากไม่มีรถใช้เป็นของตัวเอง ต้องนั่งรถเมล์หรือว่ารถไฟตลอด และการที่เมืองที่เบนไปเรียนอยู่นั้นเป็นเมืองเล็กและบ้านนอกมาก เวลาจะเดินทางไปไหนด้วยรถไฟนั้นจะต้องเข้าเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดก่อนนั้น คือ Turin หรือภาษาอิตาเลี่ยนเรียก Turino ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้น Piemonte อยู่ทางตอนเหนือของอิตาลีติดกับฝรั่งเศส

ครั้งแรกที่ได้ขับรถหลังจากไปอยู่อิตาลีเกือบ 4 เดือน ไม่ได้จับพวกมาลัยเลย ตอนนี้รู้สึกเป็นอิสสระมาก

ครั้งแรกที่ได้ขับรถหลังจากไปอยู่อิตาลีเกือบ 4 เดือน ไม่ได้จับพวกมาลัยเลย ตอนนั้นรู้สึกเป็นอิสสระมาก

จากเมือง Bra ที่เบนอยู่ไป Turino ใช้เวลา 1 ชม. ถึง 1.5 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องมีการเปลี่ยนขบวนรถไฟด้วยหนึ่งถึงสองครั้งกว่าจะถึง ไม่ได้วิ่งตรง ไอ้ปัญหาเนี้ยมันก็เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนซื้อตั๋วแล้วคะ จะไปที่ไหน ออกกี่โมง แผ่นป้ายที่ติดเพื่อบอกตารางการเดินทางแต่ละวัน เอาจริงๆก็ไม่เคยดูรู้เรื่องเลย แล้วก็ไม่ไว้ใจด้วย เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะการรถไฟอิตาเลี่ยนประท้วงกันบ่อยมาก โดยประมาณอาทิตย์ละครั้ง เคยติดประท้วงอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งที่หนักหนาสุด คือ ขากลับจากไป ski บนภูเขา ความจริงใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็ถึง แต่มีประท้วงแล้วดันไม่รู้ การเดินทางปาเข้าไป 6 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนรถไม่รู้กี่ขบวน เปลี่ยนแบบวิ่งด้วยนะคะ วิ่งไปถามคนที่วิ่งข้างๆไปด้วยว่าต้องไปไหน ขึ้นรถได้ไม่ใช้ว่ารอด ขึ้นไปต้องรีบถามคนในรถว่ารถนี้จะไปไหน ผ่านที่เราจะไปรึเปล่า ถ้าไม่ผ่านก็ต้องรีบกระโดดลง ไปเดินงงๆถามคนโน้นคนนี้ต่อ ซึ่งคนอิตาเลี่ยนเองก็สับสนเหมือนกันแหละ เพราะการเปลี่ยนแปลงทำแบบประกาศ ต้องรอฟัง แถมประกาศเป็นภาษาอิตาเลี่ยนอย่างเดียวด้วย ขอบอกจริงๆว่าเดินทางด้วยรถไฟมันเหนื่อยมาก แต่ถ้าไปแต่เมืองใหญ่ๆเส้นทางนักท่องเที่ยว มันก็จะง่ายกว่าหน่อยคะ เพราะระบบจะดีกว่า หรือถ้าสายตรงรถด่วนก็สบายไป แต่ถ้ามีเปลี่ยนขบวนก็เครียดหน่อย ใครอยากไปเที่ยวแล้วเสี่ยงดวงกับรถไฟอิตาเลี่ยน ก็สามารถใช้ web นี้เพื่อหาตารางการเดินทางได้คะ http://www.trenitalia.com/ อันนี้จะเป็นตัว main หลักของการรถไฟที่โน้น แต่ว่าแต่ละเมืองบางทีก็จะมีวิ่งตรงซึ่งใช้ของบริษัทอื่น อาจจะถูกกว่าและดีกว่า ต้องแล้วแต่เมืองเลยคะ คนพื้นที่ถึงจะรู้

383787_10150525696453186_1262993969_n

สำหรับตั๋วรถไฟนั้นขึ้นอยู่กับระยะทางว่าจะราคาเท่าไหร มีตั้งแต่ Euro กว่า ไปจนถึงเป็นร้อย อย่างถ้านั่งรถไฟจาก Milan ไปโรม Rome ประมาณ 100 กว่า Euro บางทีอาจจะแพงกว่าค่าตั๋วเครื่องบินด้วยซ้ำ เพราะถ้าจองตั๋วเครื่องบินเร็วๆอาจจะได้ที่ราคา 40-60 euro แต่ขึ้นรถไฟก็ไม่ต้องไป Check-in ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักกระเป๋า ถึงจะใช้เวลาเยอะกว่าเครื่องบิน แต่เอาจริงๆแล้วน่าจะน้อยกว่าเพราะไม่ต้อง check-in ไม่ได้เดินทางไปสนามบิน รถไฟเข้าใจกลางเมืองเลย

ซื้อตั๋วสามารถทำได้สองแบบ คือ ซื้อจากเครื่อง และซื้อกับคน หรือว่าบางทีซื้อใน Cafe ที่อยู่บนสถานนีก็ได้ แล้วก่อนจะขึ้นรถเราจะต้องเอาบัตรไปตอก ถ้าไม่ตอกแล้วโดนจับได้เนี้ยเสีย 50 euro เลยนะคะ เพื่อนเบนเคยโดยมาแล้ว เพราะต้องวิ่งขึ้นรถไฟเลยตอกไม่ทัน ถ้าเกิดสถานะการณ์แบบนี้เบนขอแนะนำให้โปรดใช้ความเป็นกะเหรี่ยงของคุณให้เป็นประโยชน์ ทำเป็นพูดไม่รู้เรื่องเลยคะ พูดอะไรมา ไม่ตอบ มองหน้าเค้าแบบตาโตๆงงๆ เปอร์เซ็นรอดสูง ถ้าเจอแบบใจดีเค้าก็จะเขียนให้แทน หรือไม่งั้นก็บอกเค้าว่าตอกไม่ทันอะไรอย่างงี้ ไม่ซื้อตั๋วนี่เป็นไม่เคยนะคะ ตอกไม่ทันมีบ้าง แต่เคยเห็นคนไม่ซื้อตั๋วแล้วไปแอบในห้องน้ำ ก็ไม่รอดหรอกคะ ถ้าเจอ พนักงานเค้าก็ไปยืนรอหน้าห้องน้ำเลย มันไม่คุ้มจริงๆที่จะโกง แล้วต้องมานั่งลุ้นทั้งทางว่าจะโดนจับรึเปล่า เพราะโอกาศคือ 50-50 เลยคะที่จะโดน

420711_10150603370823186_638804919_n

อีกประสบกาณร์ที่อยากเอามาเล่าให้ฟัง คือ ตอนที่เกือบถูกขโมยของบนรถไฟ ตอนนั้นนั่งไป Turino คนเดียว แล้วก็วางประเป๋าเปิดไว้ข้างตัว ตัวเองนั่งติดกระจก กระเป๋าอยู่ริมทางเดิน บนรถไฟหลายครั้งที่จะมีพวกยิปซีเดินไปเดินมา แล้วเบนเห็นยิปซีคนนึงเดินผ่านเบน เบนมองหน้าเค้า แล้วก็เห็นสายตาเค้ามองที่กระเป๋าเบน แล้วเค้าก็เดินผ่านไป สัก 10 นาทีต่อๆ พาเพื่อนเดินกลับมาสามคน เบนรู้ทันทีเลยว่าโดนแล้ว  trick ของเค้าคือการนำกระดาษเขียนเป็นภาษาอิตาเลี่ยน เขียนว่าไรไม่รู้ คงแบบขอเงินอะไรประมาณนั้นเพราะว่าอ่านไม่ทัน ทุกคนถือกระดาษแล้วพยายามยืนมาใส่หน้าเบน เพื่อทำให้เบนมองไม่เห็นกระเป๋า โชคดีสมองทำงานเร็วรีบจับกระเป๋าหมับกอดแน่นทันที พอพวกนั้นเห็นว่าไหวตัวทันแล้ว เบนเลยรอดมาได้ เพราะฉะนั้นเวลานั่งรถไฟต้องระวังตัวนะคะ ไม่ว่าจะไปคนเดียวหรือว่าไปเป็นกลุ่ม ดูกระเป๋าตัวเองไว้ให้ดีๆ ควรจะกอดไว้กับตัวหรือวางไว้ด้านใน

419569_10150603380183186_682833423_n

อีกเรื่องที่จะจำไปจนวันตาย คือ ครั้งนั้นจะไปเมือง Asti กับเพื่อน ก็ขึ้นไปนั่ง แล้วรถไฟเต็มมาก เลยต้องนั่งกับคนอื่น ที่นั่งด้านบนเข้ามามีตะแกรงให้วางของ ซึ่งคนที่นั่งอยู่แล้วเค้าวางกล่องกระดาษขนาดใหญ่ไว้บนหัวเบน นั่งไปสักพักกล่องเริ่มขยับได้ แล้วก็ส่งเสียง เบนก็ไม่ว่าอะไร คงมีสัตว์อะไรอยู่ในกล่องสักอย่าง แต่นั่งไปสักพักมีน้ำเมือกเขียวๆหยดแหมะลงมาใส่เบน โดยทั้งผมโดยทั้งเสื้อ มองขึ้นไปนี่กล่องเริ่มเปียก โดนอึไก่เข้าไปเต็มๆ

สำหรับการนั่งรถไฟนั้นจะสะดวกและเหมาะสมกับการเป็นตัวเลือกในการเดินทางของคุณ หากคุณยังไม่เคยไปอิตาลี และต้องการจะเที่ยวแค่เฉพาะเมืองใหญ่ เช่น Rome, Florence, Milan, Venice เพราะสถานที่เหล่านี้ก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป คือ หาที่จอดรถยาก และที่สำคัญคือรถเข้าไม่ได้ แต่ถ้าคุณเคยไปเที่ยวอิตาลีแล้วและอยากลองอะไรที่แตกต่าง เห็นอะไรแบบที่นักท่องเที่ยวคนอื่นไม่เห็น คือ ต้องขับรถเท่านั้นคะ โดยเฉพาะที่ Tuscany การได้ขับรถหรือนั่งรถนี่เหมือนสวรรค์ เพราะว่ามันสวยมาก อีกอย่าง คือรถไฟแถบจะไม่มีเส้นทางให้ไปเมืองไหนใน Tuscany เลย ขนาดจาก Florence ไป Siena ยังต้องนั่งรถ Bus ถ้ามีโอกาศไปถึง Siena เบนขอแนะนำนิดหนึ่งละกันคะว่าให้ลองซื้อขนมตัวนี้กิน รสชาติหวานมาก แต่ก็หอมมาก ทำมาจากแป้ง Almond ล้วนๆ เป็นขนมอิตาเลี่ยนตัวโปรดของเบนเลย

577828_493636260694910_885025701_n

สำหรับการขับรถเองก็มีเรื่องปวดหัวหลายเรื่องเหมือนกันคะ ที่นี้เค้าขับรถคนละฝั่งกับบ้านเรา และขับรถกันค่อนข้างเร็ว กว่าจะขับชินก็ 2-3 วันอย่างน้อย แถมเค้าไม่นิยมขับเกียร์ Auto ด้วย รถเช่าส่วนใหญ่จะเป็น Manual เกือบทั้งหมด แบบ Auto หาเช่าได้ยากมาก และแพงกว่าเท่าตัว ส่วนค่าน้ำมันนั้นลิตรละ 80 บาท เบนกลับมาเมืองไทยเบนเลิกบ่นเรื่องน้ำมันแพงเลยคะ แต่ถ้าไปทางตอนใต้ของอิตาลี เบนไม่แนะนำให้ขับรถเองนะคะ อันตรายมาก คนทางตอนใต้ขับรถกันน่ากลัวมาก แล้วเรื่องมาเฟียก็เรื่องจริง ตำรวจก็ช่วยคุณไม่ได้ สาวสวยเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้ ยิ้มเข้าไว้ สาวๆไปอิตาลีนี่ไม่ต้องกังวลเลยนะคะ ชีวิตคุณจะสบายยยยย แล้วก็ยังมีค่าทางด่วน เสียกันเป็นว่าเล่น 500 บาท 800 บาท เรื่องธรรมดา ทริปเดือนกันยายนที่จะถึงของเบน ตอนแรกเบนจะขับรถให้ลูกค้าเอง เพราะมีลูกค้าไปกันแค่สามคน คิดไปคิดมาเช่ารถพร้อมขนขับสบายใจกว่าเยอะ ไม่ต้องปวดหัวเรื่องค่าใช้จ่าย แถมยังปลอดภัยกว่าด้วย ห่วงชีวิตลูกทัวร์เป็นสำคัญ ตายคนเดียวไม่เป็นไร แต่เอาคนอื่นไปตายด้วยนี่มันบาปเกินไป

945167_10151565897393186_1546574169_n

ยังไงถ้าใครคิดจะไปเที่ยวอิตาลีก็วางแผนกันให้ดีๆนะคะ ว่าจะไปไหน การเดินทางแบบไหนเหมาะสมที่สุดสำหรับกลุ่มคุณ ถ้าอยากทำอะไรที่คนอื่นเค้าไม่เคยทำกัน ตัดรถไฟออกไปได้เลยคะ จ้างคนขับหรือว่าขับรถเองจะดีกว่า GPS ของที่นั้นใช้ได้ผลและไว้ใจได้ แต่ถ้านอกเส้นทางนักท่องเที่ยว การสื่อสารจะลำบากหน่อยนะคะ เพราะคนที่นั้นพูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้ ขอให้ทุกคนโชคดีค่าาา

247730_10151565962608186_496893679_n

เที่ยวสบายกินดี @ITALY ตอน7 ย้ายมวลสาร ep. 1 กลัวตาย

การไปเที่ยวก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเดินทาง ซึ่งจะเรียกว่าเป็นประเด็นหลักหรือว่าปัญหาใหญ่ก็คงจะไม่ผิด ความจริงการเดินทางนี่เป็นปัญหาใหญ่จริงๆถ้าคิดไปแล้ว ถึงจะไม่ได้เที่ยวก็เถอะ อยู่ที่ไหนทำอะไรก็ต้องมีการเดินทางมาเกี่ยวข้องทั้งนั้น ก่อนตายวาดฝันไว้ว่าขอให้การเดินทางเปลี่ยนจากใช้รถเป็นแต่ละคนมีไอพ้น jet ติดตัวแล้วก็บินได้ หรือว่าหายตัวได้เหมือนในเรื่อง jumper (เพ้อเจ้อ)

ปกติถ้าไปเที่ยวเมืองนอกกันเองแบบกลุ่มไม่ใหญ่มาก ก็มักจะใช้พวก public transport กันสะส่วนใหญ่ เพราะว่าเป็นวิธีที่ประหยัดและง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถเมล์(เวลาเรียก bus แล้วทำให้รู้สึกว่าหรูขึ้นไปอีก 3 เท่า) taxi เครื่องบิน

มาย้อนไปถึงวันแรกที่เบนไปถึงอิตาลี่เลยดีกว่า หลังจากที่ค้นหาข้อมูลการเดินทางเพื่อให้ไปถึงที่หมาย คือ uni ที่เมือง Bra ได้เนี้ย คิดว่าตัวคนเดียวและกระเป๋าสามใบไม่สามารถถึงได้แน่ถ้านั่งรถไฟ เลยต้องจ้าง taxi ให้ไปส่ง จากสนามบิน Malpensa ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เสีย 300 euro คิดเป็นเงินไทยก็ 12,000 บาท ราคาของ taxi ที่โน้นก็ไม่แน่นอน แล้ว taxi ก็ไม่ได้หาง่ายเท่าไหร ส่วนใหญ่ถ้าอยู่เมืองเล็กๆก็ต้องโทรนัด แล้วก็จะเป็นรถส่วนตัว ต้องวงในเล็กน้อยถึงจะรู้ ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาก็คงจะลำบากหน่อย ราคาก็ขึ้นอยู่กับระยะทางและความพอใจของคนขับ อย่างที่เบนใช้ 5 km เค้าคิดเบน 15 euro ก็ประมาณๆกันไปคะ เพราะมันแล้วแต่เมืองและวิจารญาณของคนขับเอง ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะนั่ง taxi กันเท่าไหรถ้าไปเที่ยวอิตาลี่ เพราะพูดกันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว

ตอนไปถึงสนามบินตัวคนเดียว เบนคิดว่านี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องกังวลเหมือนกันคือ เราจะเจอไอ้คนที่เรานัดไว้ยังไง แล้วไม่ได้เปิด roaming ในมือถือไว้ด้วย เปลืองตัง เสียค่า taxi หมื่อนสองได้ แต่ไม่อยากเสียนาทีละ 30 บาทเข้าใจไหม หลายคนคงลืมสิ่งที่เรียกว่า “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” กันไปแล้ว ก็ครั้งนี้แหละที่ทำให้รู้สึกว่าขอบคุณไอ้ตู้ตัวนี้และความรู้สึกที่ได้แนบหูคนอื่น ที่ทำให้ไม่ต้องบากหน้าไปขอยืมมือถือคนแปลกหน้า แต่คิดอีกทีมันก็เป็นข้ออ้างที่ดีที่จะเดินเข้าไปคุยกับคนดูดีนะคะเนี้ย

เมื่อได้โทรคุยกับคนขับ taxi ที่นัดไว้แบบงูๆปลาๆ อิตาเลี่ยน-อังกฤษ แล้วก็ได้เจอกันในที่สุด ขึ้นรถเรียบร้อย นั่งข้างหลังตามธรรมเนียมไทย หลังจากขับไปได้ 10 นาที ความเร็วเริ่มเพิ่มขึ้น คือรู้สึกว่าเร็วจนต้องไปมองหน้าปัดว่าขับอยู่เท่าไหร โน้น 160 km/hr ก็ไม่ว่าอะไร ชอบนั่งรถเร็วๆเหมือนกัน แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ขับรถอย่างเดียวไปพอ สักพักเริ่มคุยโทรศัพท์(แน่นอนว่าเป็น iPhone) อีกสักพักหยิบ blackberry ขึ้นมาพิมพ์ เท่านั้นยังไม่พอ ตอบ email ใน ipad ด้วย แล้วทำพร้อมกันหมดอีก ปกติเป็นคนชอบความผาดโผน แต่วันนี้รู้สึกกลัวตายมาก คือเพิ่งเหยียบอิตาลี่ ถ้าตายจะเซ็งอย่างไง

โปรดติดตามตอนต่อไป…………………………………

Harry’s Bar the legend and ME <3

Harry’s Bar เหมือนเป็นบาร์แบบลับและไม่ลับสำหรับนักกินและนักดื่มทั้งหลาย มันเป็น legend ของเกาะ Venice ตั่งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1931 ร้านนี้เป็นต้นกำเนิดของสองอย่างที่มีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้คือ Carpaccio(เนื้อแร่บางแบบดิบ) และ Bellini(Prosecco+White peach puree) ที่นี้เป็นที่ๆพวกคนอิตาเลี่ยนมีเงินจะมานั่งกันเมื่อมาที่เวนิส นักท่องเที่ยวทั่วไปจะไม่มี ต้องเป็นคนที่ตั่งใจมาโดยเฉพาะเท่านั้น

Carpaccio

Carpaccio

bellini-best

Bellini

ตอนที่เบนเรียนอยู่ ห้องสมุดของมหาลัยคือมีแต่หนังสืออาหาร ร้านนี้มีหนังสือเล่มหนามากเป็นของตัวเอง ใช่ว่าเบนจะอ่าน แต่แค่เห็นก็ตื่นเต้นแล้วไง แบบ “โอโหห ร้านนี้เค้าเจ๋งจริงๆ” ยังไงถ้าไปเวนิสจะต้องไปให้ได้ รวมถึงตอนเบนอยู่ที่นั้น เบนมีเพื่อนที่เบน hi-so Italian + my personal Michelin guide เค้าแนะนำหลายร้านอร่อย และนี่ก็เป็นหนึ่งในร้านที่เค้าบอกว่าต้องไปให้ได้ถ้าไปเวนิส

เมื่อปีที่แล้วที่เบนเดินทางคนเดียวเพื่อตามหาร้านอาหาร จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไป เพราะว่าการเดินในเวนิสตามตรอกซอกซอยมันเหนื่อยมากนะคะ ไหนจะหลงอีก แถมฝนก็ตก แต่เมื่อครั้งล่าสุดที่มีโอกาศได้กลับไปเวนิสก็ถึงเวลาที่จะได้ไปสะที เพราะว่ามีเพื่อนสนิทที่มหาลัยชาว dutch มาด้วยกัน ก็กระตือรือร้นจะไปกันทั้งคู่ เค้ามากับแฟน ส่วนเบนไปกับน้องชาย รวมกันเป็น 4 คน

IMG_0828

จุดหมายของการเดิน Venice ครั้งนี้คือร้าน Harry’s Bar มันอยู่แถวๆ San Marco เราก็ไปเดินตามหากัน พอถึงหน้าร้านนี่อย่างงง เพราะว่าไม่มีหน้าต่าง(หน้าต่างแบบทึบ) ร้านอยู่ตรงมุมแบบว่าแถบจะมองไม่เห็นแล้วก็เล็กมาก เปิดเข้าไปยิงตกใจใหม่ เพราะว่าวาดภาพไว้ว่าที่นี้จะหรูหรามาก แบบว่ามีโคมระย้า ปูพรมอะไรแบบนั้นเลย แต่ว่าเปล่า มีแค่โต๊ะไม้หลายโต๊ะกับบาร์เล็กๆอีกหนึ่งบาร์ คนเกือบเต็มร้าน ไม่แน่นแต่ก็ไม่โล่ง เบนตั่งใจมาที่นี้เพื่อดื่ม Bellini ซึ่งเป็นเครื่องดื่มสุดโปรด เราสี่คนมุ่งหน้าไปนั่งที่โต๊ะ มีคนเสิร์ฟหน้าตาดีใส่สูทสีขาวเอาเมนูมาให้ เปิดเมนู ดูราคา Bellini ราคา 16.5 ยูโร(คือรู้อยู่แล้วว่าร้านนี้แพง แต่ยัง shock อยู่ดี) โอ้แม่เจ้า ปกติราคามันไม่เกินแก้วละ 8-9 ยูโร นี่ล่อเค้าไปเกือบแก้วละ 700 บาท จะเป็นลม แล้วเบนกับเพื่อนรู้ว่าถ้ากินที่บาร์ส่วนใหญ่จะถูกกว่า เราเลยตั่งท่าลุกจากโต๊ะไปที่บาร์แทน และเพื่อให้แน่ใจเบนเลยถามคนเสิร์ฟ เค้าบอกว่าที่บาร์ก็ราคาเท่ากัน แต่ถ้านั่งโต๊ะมี service charge เพิ่ม ลุกเลยลุก แค่นี้ก็แพงจะแย่แล้ว

San Marco

San Marco

และด้วยราคา 16.5 ยูโรบวกความขี้เหนียว(เพราะไม่ชอบเสียตังให้กับเครื่องดื่มมี alcohol) เลยสั่งแค่สองแก้วทั้งที่มากัน 4 คน ผู้ชายยืน ผู้หญิงนั่ง Bartender ที่นี้ทำงานมือเป็นระวิง ใครมาที่นี้ก็ต้องสั่ง Bellini เค้าเปิดขวด Prosecco ใหม่แบบจะทุกสามนาที แล้วด้วยความเป็นคนพูดมากหรือว่าจะเรียกว่าช่างคุยก็ได้ เบนก็คุยกับ Bartender เรื่อย ถามโน่นถามนี่ เล่าบ้าง เลยแทนที่จะได้ Bellini สองแก้วเลยได้เป็น 2 แก้ว กับอีกสองแก้วครึ่ง เบนเลยไม่ต้องแบ่งให้น้องชายเลย :)

เลยตัดความรู้สึกตะงิดที่ Bellini ไม่ได้อยู่ในแก้วไวน์แต่อยู่ในแก้วน้ำไปได้นิดนึง มาถึงนีีทั้งทีก็ต้องถ่ายรูป ก็เลยขอถ่ายรูปกับคนเสิร์ฟ ก็ว่าจะนั่งหน้าบาร์ถ่ายนะ แต่พอขอ เค้าเรียกให้ไปถ่ายด้วยหลังบาร์ ดีใจวิ่งไปด้านหลังแถบจะสะดุดกระโปรงตัวเองล้ม

316082_10151555011748186_1720570809_n

Bellini ของที่นี้อร่อยกว่าทุกที่ที่เบนเคยดื่มมาจริงๆ กลิ่นพีสหอมมม รสชาติกลมกล่อม แต่ยังไม่มั่นใจว่าคุ้มกับราคาที่ต้องจ่ายป่าว ดื่มเสร็จก็ถึงเวลาจ่ายเงินจะได้ไปเดินเล่นต่อ เบนเป็นคนแรก ที่จ่ายเงินก็อยู่ข้างบาร์นั้นแหละ พอไปจ่ายเงิน เค้าบอกจ่ายแค่แก้วเดียวพอ โอโหห เท่านั้นสี่คนแทบจะไชโยลั่นร้าน ตอนนี้มั่นใจแล้วว่าดื่ม Bellini ที่ Harry’s Bar นั้นคุ้มค่าจริงๆ มา 4 คน สั่ง 2 แก้ว ได้ 3 แก้ว จ่าย 1 แก้ว Happy Ending :) <3

ไวน์แดงซ่าาาาาา Lambrusco

Sparkling Red Wine – Vino Rosso Frizzante – ไวน์แดงซ่า

IMG_2888

Lambrusco ตัวนี้ถือว่าดีเลยทีเดียว ถ้าใครคิดอยากจะลองนะคะ

ส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับไวน์แดงแบบซ่าเท่าไหร  ที่เราเจอส่วนใหญ่แบบมี gas ก็จะเป็นไวน์ขาวพวก Prosecco หรือ Champagne ที่เราคุ้นๆกัน แต่ที่เบนมาพูดถึงไวน์แดงแบบซ่า เพราะมันมีไวน์ตัวหนึ่งของอิตาลี่ ชื่อ Lambrusco ซึ่งเป็นไวน์ที่ผลิตในแคว้น Emilia-Rogmagna อยู่ทางตอนกลางของประเทศ เมืองดังๆของที่นี้ก็อย่างที่เบนเคยเล่าไปแล้วคือ Parma, Bologna และ Modena แคว้นนี่เนี้ย อาหารเด็ดๆทั้งนั้น ไปลองหาอ่านเรื่องเก่าๆของเบนอ่านดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Pasta สด, Parma Ham, Culatello, Ciccioli(กากหมูอิตาเลี่ยน) แล้วก็ยังมีชีส Parmegiano Reggiano อีก ถ้ายิ่งไล่ชื่อไปเยอะกว่านี้ แค่เขียนก็รู้สึกว่าไขมันจะจุกอกแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลอาหารที่กล่าวมานี้ ก็เพราะจะบอกว่ามันเป็นที่มาว่าทำไมไวน์แดงของแคว้นนี้ต้องซ่า

เบนเคยเขียนลงนิตยสาร Hello เกี่ยวกับวิธีการกิน และได้กล่าวถึงการดื่มน้ำซ่า หรือโซดา หรือSparkling water หรือAqua Frizzante ไอ้ที่ไล่มาทุกชื่อเท่าที่จะคิดออกเพราะเคยมีคนสงสัยว่าตกลงเบนพูดถึงน้ำตัวไหนกันแน่ น้ำซ่าเนี้ย คือ น้ำซ่าของเบนเนี้ยคือน้ำที่ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น แต่มีการอัดก๊าสนะคะ จะแรงดันเยอะน้อย ฟองเล็ก ฟองใหญ่ ตอนนี้ไม่สำคัญ เออ…….. ความจริงมันก็สำคัญนะ เพราะว่าฟองเล็กกินแล้วมันจะนุ่มกว่า แต่ไว้วันหลัง วันนี้ขอพูดถึง Lambrusco

เมื่อเรากินอาหารที่มีความมัน หรือมีไขมันสูงเนื้อคะ โดยเฉพาะไขมันสัตว์ที่เป็นไขมันอิ่มตัว ไขมันพวกนี้จะไปติดอยู่ในปากและลิ้นของเราอยู่เป็นเวลานาน และการที่มีไขมันติดอยู่ที่ลิ้นเนี้ย มันก็ไปเคลือบอยู่บนต่อมรับรู้รสของเรา ทำให้ต่อมรับรสไม่สามารถสัมผัสกับอาหารได้ ทำให้เรารับรู้รสชาติของอาหารในคำต่อๆมาได้น้อยลง แล้วพวกไขมันพวกนี้ก็ไม่หลุดไปง่ายๆด้วยน้ำธรรมดาด้วยสิ แล้วอะไรที่จะล้างไขมันพวกนี้ออกไปจากลิ้นเราได้ละ??????? คำตอบมันบอกมาตั้งแต่ต้นแล้วก็คือเครื่องดื่มที่มีก๊าซนั้นเอง คือเรื่องวิทยาศาสตร์เบนก็ไม่ได้สันทัดเท่าไหร ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่ ว่าก๊าซมันทำให้ไขมันแตกตัวหลุดออกไปจากลิ้นอย่างไร แต่แค่รู้ว่า gas มันช่วยทำให้ไขมันหลุดออกไปจากลิ้นได้ดีกว่าน้ำเปล่าหรือไวน์ธรรมดา

แล้วก็เป็นที่รู้กันเกี่ยวกับ basic ง่ายๆของไวน์ คือ ไวน์แดงเข้ากับเนื้อ ไวน์ขาวเข้ากับอาหารทะเล แล้วแคว้นนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่แปลรูปมาจากหมู Salumi ทั้งหลาย ซึ่งแต่ละอย่างก็มันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไวน์ที่นิยมดื่มและผลิตส่วนใหญ่ของแคว้นนี้จึงเป็นไวน์แดงซึ่งมีความซ่า เพราะสามารถเข้ากับเนื้อได้ดี และยังช่วยล้างมันที่ติดอยู่บนลิ้นของเรา ทำให้หลังจากดื่ม Lambrusco ไปนั้น เราสามารถรับรู้รสชาติของ Parma Ham หรือ Salami ตัวโปรดของเราได้อีกครั้บแบบเต็มรสชาติเหมือนหรือใกล้เคียงกับคำแรกอีกครั้ง แต่ถ้าได้เจอกับ Perfect matching ระหว่าง Salumi กับ lambrusco ตัวนั้น แน่นอนว่าทั้งไวน์และ Salumi จะต้องมีรสชาติที่ส่งเสริมและอร่อยเพิ่มขึ้นทั้งคู่

สำหรับคอไวน์ตัวจริงนั้น Lambrusco อาจจะเหมือนของแสลง ต้องบอกตามตรงว่าหาแบบดีดีค่อนข้างยาก แต่ Lambrusco ที่เบนถูกใจกลับไม่ได้อยู่ในแคว้น Emila-Romagna แต่ไปอยู่ในเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Mantova ในแคว้น Lombadia เป็นเมืองที่มี Lambrusco เป็นของตัวเอง ตอนที่เบนได้ลอง เบนกินคู่กับ Risotto สูตรเฉพาะของ Mantova ซึ่งเค้าใช้มันหมูและเนื้อหมูในการผัดข้าวแทนการใช้เนย  Lambrusco กับ Risotto ของ Matova นี่เข้ากันได้ดีจริงๆ แล้วนี่เบนก็กำลังจะพาลูกทัวร์ของ Fove Food Tour กลับไปที่เมืองนี้เพื่อไปลองกินอาหารชามนี้กันกับเบนเดือนหน้า :)

เที่ยวสบาย กินดี@Italy ตอน 2 : MENU

อาหารอิตาเลี่ยนก็จะคล้ายๆอาหารฝรั่งทั่วไป คือ มีการแบ่งเป็น Course โดยอาหารอิตาเลี่ยนเนี้ยจะแบ่งเป็นทั้หมด 4 courses โดยสังเขป

คอร์สแรกคืออาหารเรียกน้ำย่อยหรือ appetizer เค้าจะเรียกว่า Antipasti(แอนติพาสตี)(อาจจะเขียนคำอ่านผิดคะ เพราะเป็นคนภาษาไม่แข็งแรง ไม่ได้ดัดจริตเขียนภาษาไทยไม่เก่ง แต่ภาษาไหนๆก็ไม่แข็งแรงทั้งนั้นคะ คือว่าเกิดมาเหมือนว่าสมองส่วนภาษามันไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร) จานของ antipasti ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวก cold cut คือ Salumi ทั้งหลาย แล้วแต่ว่าเมืองนั้นแคว้นนั้นเค้ามีอะไรผลิตอะไร, Insalata (salad) สลัดทั้งหลาย แล้วก็ที่เป็นของโปรดของเบน คือ Caprese คือ Mozzarella กับมะเขือเทศสด โรยน้ำมันมะกอก บางคนอาจจะชอบใส่ balsamic ด้วย แต่ถ้าเป็นเบนจะใส่ที่หลังหรือไม่ใส่เลยเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าเบนชอบชิมอะไรที่เป็นรสชาติแท้ๆก่อนที่จะปรุงแต่งเพิ่ม(กินก๋วยเตี๋ยวก็ต้องชิมก่อนปรุง) ลองกินชีสอย่างเดียว มะเขือเทศอย่างเดียว แล้วก็ชีสพร้อมมะเขือเทศ เพราะถ้าทั้งสองอย่างเป็นของที่มีคุณภาพ อย่างอื่นก็ไม่ต้องเติมแล้วละคะ

20120602_194028

20120709_164340

นอกจากที่กล่าวมาก็จะมีเมนูที่พบบ่อยอื่นๆที่น่าสนใจอีกเช่น Vitello tonnato ซึ่งเป็นเมนูของทางเหนือ เนื้อลูกวัวสไลด์บาง กินคู่กับครีมซอสที่ทำจากทูน่า จะให้ความรู้สึกคล้ายๆมายองเนสแบบเบาๆ ถือเป็นจานหนึ่งที่เบนสั่งทานบ่อยมาก ยังมี Carpaccio ซึ่งเป็นจานของดิบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อดิบหรือว่าพวกปลาดิบ ปลาดิบก็จะมีตามเมืองที่อยู่ติดทะเล ส่วนเนื้อเจอได้ทั่วไป แต่ก็ไม่ได้มีแค่นี้สำหรับ Antipasti เพราะแต่ละเมืองแต่ละแคว้นก็มีเมนูของตัวเอง

Vitello Tonnato

Vitello Tonnato

ต่อกันด้วยคอร์สที่สอง แต่ดันเรียกว่า Primi หรือว่า First course

Primi นี้จะเป็นพวก Pasta ทั้งหลาย รวมถึง Risotto แล้วก็อะไรต่างๆที่เป็นแป้ง เค้าบอกว่าเพื่อช่วยทำให้ท้อง set ตัวเตรียมรับกับจานต่อไป แต่สำหรับเบนแล้ว ถ้ากิน antipasto มาก่อนแล้วตามด้วย primo ต่อเนี้ย ก็ไปไหนไม่รอดแล้ว เส้นกับซอสนี่ก็หลากหลายมากคะก็ต้องเลือกกันเอาเองงานนี้ ส่วนตัว Risotto นั้นจะเป็นจานของทางเหนือ แต่ทางตอนใต้ก็มีอยู่บ้าง Risotto ที่อร่อยที่สุดที่เบนเคยกินอยู่ทางตอนเหนือเหมือนกันคะ แถวๆเวนิส แต่ว่าไม่ได้อยู่บนเกาะ บนเกาะเวนิสนั้นสวยจริง แต่หาของอร่อยยากมาก

IMG_6053

จะมีเส้นตัวหนึ่งที่อิตาเลี่ยนชอบกันมาก คือ Gnocchi(โหยกกี้) บ้านเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกันเท่าไหร คำอธิบายง่ายๆของเบนคือก้อนแป้ง แต่มันเป็น pasta อย่างหนึ่งคะ ก้อนกลมๆน่ิมๆ ชอบกันเหลือเกิน มีกันทุกร้าน ไปร้านไหนเวลาถามว่าแนะนำอะไร ก็แนะนำกันจังไอ้ ghocchi เนี้ย หลังๆเบนเลยจะดักคอไว้ก่อนว่ายกเว้น ghocchi

Ghocchi

Gnocchi

สุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุดคือ Secondi หรือ Second course หรือ Main course คือเป็นอาหารจานหลัก แต่สำหรับเบนพาสต้าก็หนักเหมือนกัน แค่นั้นก็อิ่มจะแย่แล้ว ยิ่งตอนไปเดินทางเพื่อตามหาร้านอาหารอร่อยสำหรับ Fove Food Tour นี่ต้องกินแทบจะทุกเมนูในร้าน ทั้งสุขและทุกข์อย่างน่าประหลาด เคยกินทั้งหมด 11 จาน ไม่ใช่จานแบบฝรั่งเศสที่เป็นจานเล็กๆนะคะ จานแบบอิตาเลี่ยน ไปนั่งกินคนเดียว พร้อม wine pairing อีก 5 ตัว เมื้อนั้นตัวแทบระเบิด

Secondi นี้จะเป็นจำพวกเนื้อและปลา บางที่เค้าจะแยกเป็น Secondi di Pesce คือ อาหารหลักจานสัตว์น้ำ กับ Secondi di Carne คือ อาหารหลักจานเนื้อ

สำหรับ Secondi เนี้ยค่อยข้างหลากหลายมากตามแต่เมืองเลย ไปเมืองไหนก็หากินของเด็ดของเมืองนั้นนะคะ แต่เท่านั้นยังไม่จบ Secondi จะมาพร้อมกับ Contorni หรือว่า Side dish ที่นี้ไม่ได้มีเหมือนประเทศอ่ืนๆที่สั่ง Side dish ฟรีนะคะ คือต้องเสียเงินเพิ่ม เบนเลยแทบไม่เคยกินเลย

IMG_3448

 

Dolce คือของหวาน ที่ดังสุดก็น่าจะเป็น Tiramisu แต่ว่าของเค้าจะไม่เหมือนของบ้านเรานะคะ ของเค้าครีมจะเยอะมากก แป้งกับกาแฟแทบหาไม่เจอ อีกตัวหนึ่งที่เร่ิมนิยมและเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆคือ Panna Cotta ซึ่งที่เมืองไทยจะกินคู่กับซอสผลไม้หรือบางทีก็กาแฟบ้าง แต่ที่โน้นถ้าแบบ Original จากแคว้น Piemonte เลยเนี้ย กินเปล่าๆค่ะ กลิ่นหอม เนื้อเนียนนุ่มและเหนียวได้อย่างไม่่น่าเชื่อ อาจจะมีทานคู่กับน้ำผึ้งบ้างนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ใช่ใน Piemonte เค้าก็นิยมทานคู่กับซอสเหมือนกันคะ เพราะว่าตัวครีมมันอร่อยสู้ของที่ Piemonte ไม่ได้ 555 นอกเหนือจากขนมพวกนี้ เหล่า sweet tooth ก็ต้องไปพิสูจน์กันเองนะคะ

Panna Cotta in Piemonte

Panna Cotta in Piemonte

ที่แปลกอีกอย่างคือการทานชีส ยุโรปเค้าจะทานทีหลังสุด บางทีก็ทานแทนขนมเลย แล้วทานคู่กับผลไม้สด ผลไม้แห้ง แยม หรือว่าน้ำผึ้ง เหตุผลที่เค้าทานชีสที่หลังสุดเนี้ย เพราะว่าชีสทำให้อื่มท้อง สำหรับคนสมัยก่อนที่อาหารการกินอาจจะไม่สมบูรณ์เท่าสมัยนี้ ถ้ายัดไปแล้ว 4 courses ก็คงไม่ต้องใช้ชีสช่วยทำให้อิ่มท้องแล้วละคะ และนี่ก็เป็นอีกผลหนึ่งที่ไม่ควรทานชีสก่อนทานอาหาร เพราะว่าจะอ่ิมจนอดลองจานอื่น แถมความมันของชีสจะไปเคลือบลิ้นทำให้รับรู้รสชาติของอาหารตัวอื่นๆได้น้อยลงอีกด้วย

20120630_200422

 

 

 

 

Culatello : Prosciutto ที่เหนือระดับกว่า Parma Ham

IMG_2722

คูลาเทิลโล่ คือ Prosciutto อย่างหนึ่ง ซึ่งทำมาจากส่วนที่ดีที่สุดของขาหลังของหมู(ส่วนเดียวกับที่ทำพาร์มาแฮม แต่ตัดของมาแค่เนื้อไม่เอากระดูก) โดยพันธุ์ของหมูนั้นเป็นชนิดเดียวกับที่ทำ Parma Ham เช่นเดียวกัน แต่วิธีการทำนั้นต่างกัน หมูที่จะนำมาทำนั้นต้องมีอายุถึง 14 เดือน(Parma Ham 10 เดือน) ในกรเก็บรักษานั้นเค้าจะเก็บไว้ในถุงกระเพาะเพื่อไม่ให้เนื้อหมูนั้นสูญเสียความชุ่มชื้นไปจนหมด แล้วก็จะมีการทักเชือกรัดเพื่อให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ แล้วนำไปห้อยทิ้งไว้ในห้องเก็บ บางที่ก็เป็นห้องใต้ดิน ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 14 เดือน ถึงจะนำมาขายได้

ห้องเก็บ Culatello ใต้ดิน

ห้องเก็บ Culatello ใต้ดิน

Culatello นั้นต้องมาจากเมือง Zibello ซึ่งรูปที่คุณเห็น Fove Food Tour จะพาคุณไปที่ๆเดียวกันนี้ที่เมือง Zibello ที่นี้เคยเป็นประสาทมาก่อน แล้วการเก็บรักษา Culatello นั้นเค้าจะมีห้องเก็บใต้ดิน มีคนดังจำนวนมากที่เคยมาทำ culatello ที่นี้แล้วฝากห้อยเอาไว้เป็นเวลานาน ใครสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.fovefoodtour.com หรือ ติดต่อได้ที่ fovefoodtour@gmail.comIMG_2721IMG_2723

 

Parma Ham

พาร์มาแฮม หรือ Prosciutto di Parma(โพรชูดโต้ ดิ พามา) ในภาษาอิตาเลี่ยน ซึ่งแปลว่า แฮมจากเมืองพาร์มา เมือง Parma อยู่ในแคว้น Emilia-Romagna ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี่ ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวในฤดูหนาว ทำให้คนในสมัยก่อนต้องมีการ preserve อาหารไว้กินในหน้าหนาว จึงทำให้เกิดมี Salumi นานาชนิดขึ้น (Salumi คืออะไร สามารถหาอ่านได้ในบทความในหมวด category meat คะ)prosciuttodiparmaDOP

ทำไมพาร์มาแฮมถึงโดดเด่นและเป็นที่นิยมมากกว่า Salumi ตัวอื่นๆนะหรอ เหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะว่ากลิ่นที่หอม(aromatic fragrance) และรสชาติที่ออกหวานนิดๆของมัน ซึ่งมันก็เกิดการกระบวนการทำที่พิถีพิทันนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าขึ้นชื่อว่า Parma Ham แล้วจะอร่อยหมดนะคะ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ละ Farm ก็มีวิธีการทำที่ไม่เหมือนกัน ความอร่อยก็แตกต่างกัน

หมูดำ ก่อนกลายสภาพ

หมูดำ ก่อนกลายสภาพ

เร่ิมแรกเลยคือ จะต้องใช้ขาหลังของหมูดำเท่านั้น ซึ่งจะใช้หมูอุดมสมบูรณ์ อายุ 10 เดือน แล้วก็ต้องฆ่าหมูตอนหน้าหนาว หลังจากนั้นก็เอาขาหมูมาหมักเกลือ เพื่อดูดความชื้นออก รวมถึงทำให้เนื้อหมูมีรสเค็ม หลังจากนั้นก็ล้างเกลือออก นำไปแคว้นเบื่อบ่มต่อไป ช่วงนี้มันของหมูจะเป็นตัวกันไม่ให้ขาหมูนั้นแห้งจนเกินไป การบ่มต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 10 เดือน ถึงจะขายได้ แต่บางคนก็บ่มนานกว่านั้น ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากระยะเวลาการบ่มก็คือ ยิ่งบ่มจะยิ่งมีกล่ินหอม แต่รสชาติความหวานก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ แล้วก็เค็มขึ้นเรื่อยๆแทน คุณสามารถเลือกได้ว่าอยากกิน Parma Ham ที่บ่มนานขนาดไหน ยิ่งอันที่เก็บไว้นาน ก็จะยิ่งมีราคาแพง ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

ขา Parma Ham ทั้งขาในห้องบ่ม

ขา Parma Ham ทั้งขาในห้องบ่ม

Parma Ham คนส่วนใหญ่จะเคยชินกับการกินพร้อม Melon แต่ที่ประเทศอิตาลี่นั้นส่วนใหญ่จะกินกันปล่าวๆ อย่างมากก็แค่กินกับขนมปัง แต่กินกับ melon ก็มีให้เห็นบ้าง นอกเหนือจาก Melon นั้น Parma Ham ก็สามารถเข้าได้กับผลลูก Figs สุก แล้วก็ Asparagus ผัดเนยด้วย (พูดแล้วอยากกิน)

ราคาของ Parma Ham ที่อิตาลี่ น่าจะอยู่ประมาณ 1500-2000 บาท/kg พอมาถึงบ้านเราก็น่าจะเร่ิมต้นที่ประมาณ 5000 บาท/kg

ตราประทับที่ Parma Ham ทุกขาจะต้องได้รับการรับรอง

ตราประทับที่ Parma Ham ทุกขาจะต้องได้รับการรับรอง

 

academia-prosciutto-meloneแต่ขอบอกว่าความจริงแล้ว Parma Ham ไม่ใช่ Prosciutto ที่ดีที่สุด Prosciutto ที่ดีที่สุดและราคาแพงที่สุดนั้นความจริงแล้วคือ Culatello (กิโลกรัมละเกือบ 20,000 บาท) แล้วเบนจะมาเล่าถึง Prosciutto ตัวนี้ให้ฟังในโอกาศต่อไปนะคะ

ขา Parma Ham ในห้องตากแห้ง

ขา Parma Ham ในห้องตากแห้ง

สำหรับคออาหารอิตาเลี่ยนทั้งหลาย ที่สนใจอยากไปอิตาลี่ ได้กินของอร่อยแบบพื้นถื่น พร้อมไปดูการผลิตอาหารแบบนี้ รวมไปถึง ไปชิม Parma Ham และ Culatello ถึงที่เนี้ย มาเที่ยวด้วยกันกับ Fove Food Tour ไหมคะ กินของอร่อยทุกมื้อ ได้ดูการผลิต แถมซื้อของกลับบ้านในราคาถูกจาก Farm รวมถึงได้เที่ยวเมืองสวยๆแบบสบายๆ ใครสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.fovefoodtour.com หรือติดต่อโดยตรงที่ fovefoodtour@gmail.com