เที่ยวสบายกินดี@Italy 9 : การเดินทาง”บู๊นบู๊น”

422907_10150637937498186_1465495151_n

เวลาไปเที่ยว คนส่วนใหญ่ก็จะพึ่งพา Public Transportation ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟ เครื่องบิน หรือ taxi โดยอิตาลีถ้าไปแล้วเหมือนว่าทุกคนจะคิดถึงการนั่งรถไฟเพราะง่ายและสะดวกที่สุด(รึเปล่า)

สำหรับตัวเบนเองนั้นเคยชินกับการใช้รถยนตร์ส่วนตัว อยากขับรถเองได้ตั้งแต่เด็กๆจะได้ไม่ต้องพึ่งใครเวลาจะไปไหน วันเกิดอายุ 18 ถึงกับไปสอบขับรถเลย แล้วก็สอบตกในวันเกิด แน่นอนของปลอบใจจากพ่อแม่ก็คือพาไปกินข้าว 555

ตอนแรกไปอยู่อิตาลีก็เลยทรมานมาก เนื่องจากไม่มีรถใช้เป็นของตัวเอง ต้องนั่งรถเมล์หรือว่ารถไฟตลอด และการที่เมืองที่เบนไปเรียนอยู่นั้นเป็นเมืองเล็กและบ้านนอกมาก เวลาจะเดินทางไปไหนด้วยรถไฟนั้นจะต้องเข้าเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดก่อนนั้น คือ Turin หรือภาษาอิตาเลี่ยนเรียก Turino ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้น Piemonte อยู่ทางตอนเหนือของอิตาลีติดกับฝรั่งเศส

ครั้งแรกที่ได้ขับรถหลังจากไปอยู่อิตาลีเกือบ 4 เดือน ไม่ได้จับพวกมาลัยเลย ตอนนี้รู้สึกเป็นอิสสระมาก

ครั้งแรกที่ได้ขับรถหลังจากไปอยู่อิตาลีเกือบ 4 เดือน ไม่ได้จับพวกมาลัยเลย ตอนนั้นรู้สึกเป็นอิสสระมาก

จากเมือง Bra ที่เบนอยู่ไป Turino ใช้เวลา 1 ชม. ถึง 1.5 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องมีการเปลี่ยนขบวนรถไฟด้วยหนึ่งถึงสองครั้งกว่าจะถึง ไม่ได้วิ่งตรง ไอ้ปัญหาเนี้ยมันก็เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนซื้อตั๋วแล้วคะ จะไปที่ไหน ออกกี่โมง แผ่นป้ายที่ติดเพื่อบอกตารางการเดินทางแต่ละวัน เอาจริงๆก็ไม่เคยดูรู้เรื่องเลย แล้วก็ไม่ไว้ใจด้วย เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะการรถไฟอิตาเลี่ยนประท้วงกันบ่อยมาก โดยประมาณอาทิตย์ละครั้ง เคยติดประท้วงอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งที่หนักหนาสุด คือ ขากลับจากไป ski บนภูเขา ความจริงใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็ถึง แต่มีประท้วงแล้วดันไม่รู้ การเดินทางปาเข้าไป 6 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนรถไม่รู้กี่ขบวน เปลี่ยนแบบวิ่งด้วยนะคะ วิ่งไปถามคนที่วิ่งข้างๆไปด้วยว่าต้องไปไหน ขึ้นรถได้ไม่ใช้ว่ารอด ขึ้นไปต้องรีบถามคนในรถว่ารถนี้จะไปไหน ผ่านที่เราจะไปรึเปล่า ถ้าไม่ผ่านก็ต้องรีบกระโดดลง ไปเดินงงๆถามคนโน้นคนนี้ต่อ ซึ่งคนอิตาเลี่ยนเองก็สับสนเหมือนกันแหละ เพราะการเปลี่ยนแปลงทำแบบประกาศ ต้องรอฟัง แถมประกาศเป็นภาษาอิตาเลี่ยนอย่างเดียวด้วย ขอบอกจริงๆว่าเดินทางด้วยรถไฟมันเหนื่อยมาก แต่ถ้าไปแต่เมืองใหญ่ๆเส้นทางนักท่องเที่ยว มันก็จะง่ายกว่าหน่อยคะ เพราะระบบจะดีกว่า หรือถ้าสายตรงรถด่วนก็สบายไป แต่ถ้ามีเปลี่ยนขบวนก็เครียดหน่อย ใครอยากไปเที่ยวแล้วเสี่ยงดวงกับรถไฟอิตาเลี่ยน ก็สามารถใช้ web นี้เพื่อหาตารางการเดินทางได้คะ http://www.trenitalia.com/ อันนี้จะเป็นตัว main หลักของการรถไฟที่โน้น แต่ว่าแต่ละเมืองบางทีก็จะมีวิ่งตรงซึ่งใช้ของบริษัทอื่น อาจจะถูกกว่าและดีกว่า ต้องแล้วแต่เมืองเลยคะ คนพื้นที่ถึงจะรู้

383787_10150525696453186_1262993969_n

สำหรับตั๋วรถไฟนั้นขึ้นอยู่กับระยะทางว่าจะราคาเท่าไหร มีตั้งแต่ Euro กว่า ไปจนถึงเป็นร้อย อย่างถ้านั่งรถไฟจาก Milan ไปโรม Rome ประมาณ 100 กว่า Euro บางทีอาจจะแพงกว่าค่าตั๋วเครื่องบินด้วยซ้ำ เพราะถ้าจองตั๋วเครื่องบินเร็วๆอาจจะได้ที่ราคา 40-60 euro แต่ขึ้นรถไฟก็ไม่ต้องไป Check-in ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักกระเป๋า ถึงจะใช้เวลาเยอะกว่าเครื่องบิน แต่เอาจริงๆแล้วน่าจะน้อยกว่าเพราะไม่ต้อง check-in ไม่ได้เดินทางไปสนามบิน รถไฟเข้าใจกลางเมืองเลย

ซื้อตั๋วสามารถทำได้สองแบบ คือ ซื้อจากเครื่อง และซื้อกับคน หรือว่าบางทีซื้อใน Cafe ที่อยู่บนสถานนีก็ได้ แล้วก่อนจะขึ้นรถเราจะต้องเอาบัตรไปตอก ถ้าไม่ตอกแล้วโดนจับได้เนี้ยเสีย 50 euro เลยนะคะ เพื่อนเบนเคยโดยมาแล้ว เพราะต้องวิ่งขึ้นรถไฟเลยตอกไม่ทัน ถ้าเกิดสถานะการณ์แบบนี้เบนขอแนะนำให้โปรดใช้ความเป็นกะเหรี่ยงของคุณให้เป็นประโยชน์ ทำเป็นพูดไม่รู้เรื่องเลยคะ พูดอะไรมา ไม่ตอบ มองหน้าเค้าแบบตาโตๆงงๆ เปอร์เซ็นรอดสูง ถ้าเจอแบบใจดีเค้าก็จะเขียนให้แทน หรือไม่งั้นก็บอกเค้าว่าตอกไม่ทันอะไรอย่างงี้ ไม่ซื้อตั๋วนี่เป็นไม่เคยนะคะ ตอกไม่ทันมีบ้าง แต่เคยเห็นคนไม่ซื้อตั๋วแล้วไปแอบในห้องน้ำ ก็ไม่รอดหรอกคะ ถ้าเจอ พนักงานเค้าก็ไปยืนรอหน้าห้องน้ำเลย มันไม่คุ้มจริงๆที่จะโกง แล้วต้องมานั่งลุ้นทั้งทางว่าจะโดนจับรึเปล่า เพราะโอกาศคือ 50-50 เลยคะที่จะโดน

420711_10150603370823186_638804919_n

อีกประสบกาณร์ที่อยากเอามาเล่าให้ฟัง คือ ตอนที่เกือบถูกขโมยของบนรถไฟ ตอนนั้นนั่งไป Turino คนเดียว แล้วก็วางประเป๋าเปิดไว้ข้างตัว ตัวเองนั่งติดกระจก กระเป๋าอยู่ริมทางเดิน บนรถไฟหลายครั้งที่จะมีพวกยิปซีเดินไปเดินมา แล้วเบนเห็นยิปซีคนนึงเดินผ่านเบน เบนมองหน้าเค้า แล้วก็เห็นสายตาเค้ามองที่กระเป๋าเบน แล้วเค้าก็เดินผ่านไป สัก 10 นาทีต่อๆ พาเพื่อนเดินกลับมาสามคน เบนรู้ทันทีเลยว่าโดนแล้ว  trick ของเค้าคือการนำกระดาษเขียนเป็นภาษาอิตาเลี่ยน เขียนว่าไรไม่รู้ คงแบบขอเงินอะไรประมาณนั้นเพราะว่าอ่านไม่ทัน ทุกคนถือกระดาษแล้วพยายามยืนมาใส่หน้าเบน เพื่อทำให้เบนมองไม่เห็นกระเป๋า โชคดีสมองทำงานเร็วรีบจับกระเป๋าหมับกอดแน่นทันที พอพวกนั้นเห็นว่าไหวตัวทันแล้ว เบนเลยรอดมาได้ เพราะฉะนั้นเวลานั่งรถไฟต้องระวังตัวนะคะ ไม่ว่าจะไปคนเดียวหรือว่าไปเป็นกลุ่ม ดูกระเป๋าตัวเองไว้ให้ดีๆ ควรจะกอดไว้กับตัวหรือวางไว้ด้านใน

419569_10150603380183186_682833423_n

อีกเรื่องที่จะจำไปจนวันตาย คือ ครั้งนั้นจะไปเมือง Asti กับเพื่อน ก็ขึ้นไปนั่ง แล้วรถไฟเต็มมาก เลยต้องนั่งกับคนอื่น ที่นั่งด้านบนเข้ามามีตะแกรงให้วางของ ซึ่งคนที่นั่งอยู่แล้วเค้าวางกล่องกระดาษขนาดใหญ่ไว้บนหัวเบน นั่งไปสักพักกล่องเริ่มขยับได้ แล้วก็ส่งเสียง เบนก็ไม่ว่าอะไร คงมีสัตว์อะไรอยู่ในกล่องสักอย่าง แต่นั่งไปสักพักมีน้ำเมือกเขียวๆหยดแหมะลงมาใส่เบน โดยทั้งผมโดยทั้งเสื้อ มองขึ้นไปนี่กล่องเริ่มเปียก โดนอึไก่เข้าไปเต็มๆ

สำหรับการนั่งรถไฟนั้นจะสะดวกและเหมาะสมกับการเป็นตัวเลือกในการเดินทางของคุณ หากคุณยังไม่เคยไปอิตาลี และต้องการจะเที่ยวแค่เฉพาะเมืองใหญ่ เช่น Rome, Florence, Milan, Venice เพราะสถานที่เหล่านี้ก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป คือ หาที่จอดรถยาก และที่สำคัญคือรถเข้าไม่ได้ แต่ถ้าคุณเคยไปเที่ยวอิตาลีแล้วและอยากลองอะไรที่แตกต่าง เห็นอะไรแบบที่นักท่องเที่ยวคนอื่นไม่เห็น คือ ต้องขับรถเท่านั้นคะ โดยเฉพาะที่ Tuscany การได้ขับรถหรือนั่งรถนี่เหมือนสวรรค์ เพราะว่ามันสวยมาก อีกอย่าง คือรถไฟแถบจะไม่มีเส้นทางให้ไปเมืองไหนใน Tuscany เลย ขนาดจาก Florence ไป Siena ยังต้องนั่งรถ Bus ถ้ามีโอกาศไปถึง Siena เบนขอแนะนำนิดหนึ่งละกันคะว่าให้ลองซื้อขนมตัวนี้กิน รสชาติหวานมาก แต่ก็หอมมาก ทำมาจากแป้ง Almond ล้วนๆ เป็นขนมอิตาเลี่ยนตัวโปรดของเบนเลย

577828_493636260694910_885025701_n

สำหรับการขับรถเองก็มีเรื่องปวดหัวหลายเรื่องเหมือนกันคะ ที่นี้เค้าขับรถคนละฝั่งกับบ้านเรา และขับรถกันค่อนข้างเร็ว กว่าจะขับชินก็ 2-3 วันอย่างน้อย แถมเค้าไม่นิยมขับเกียร์ Auto ด้วย รถเช่าส่วนใหญ่จะเป็น Manual เกือบทั้งหมด แบบ Auto หาเช่าได้ยากมาก และแพงกว่าเท่าตัว ส่วนค่าน้ำมันนั้นลิตรละ 80 บาท เบนกลับมาเมืองไทยเบนเลิกบ่นเรื่องน้ำมันแพงเลยคะ แต่ถ้าไปทางตอนใต้ของอิตาลี เบนไม่แนะนำให้ขับรถเองนะคะ อันตรายมาก คนทางตอนใต้ขับรถกันน่ากลัวมาก แล้วเรื่องมาเฟียก็เรื่องจริง ตำรวจก็ช่วยคุณไม่ได้ สาวสวยเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้ ยิ้มเข้าไว้ สาวๆไปอิตาลีนี่ไม่ต้องกังวลเลยนะคะ ชีวิตคุณจะสบายยยยย แล้วก็ยังมีค่าทางด่วน เสียกันเป็นว่าเล่น 500 บาท 800 บาท เรื่องธรรมดา ทริปเดือนกันยายนที่จะถึงของเบน ตอนแรกเบนจะขับรถให้ลูกค้าเอง เพราะมีลูกค้าไปกันแค่สามคน คิดไปคิดมาเช่ารถพร้อมขนขับสบายใจกว่าเยอะ ไม่ต้องปวดหัวเรื่องค่าใช้จ่าย แถมยังปลอดภัยกว่าด้วย ห่วงชีวิตลูกทัวร์เป็นสำคัญ ตายคนเดียวไม่เป็นไร แต่เอาคนอื่นไปตายด้วยนี่มันบาปเกินไป

945167_10151565897393186_1546574169_n

ยังไงถ้าใครคิดจะไปเที่ยวอิตาลีก็วางแผนกันให้ดีๆนะคะ ว่าจะไปไหน การเดินทางแบบไหนเหมาะสมที่สุดสำหรับกลุ่มคุณ ถ้าอยากทำอะไรที่คนอื่นเค้าไม่เคยทำกัน ตัดรถไฟออกไปได้เลยคะ จ้างคนขับหรือว่าขับรถเองจะดีกว่า GPS ของที่นั้นใช้ได้ผลและไว้ใจได้ แต่ถ้านอกเส้นทางนักท่องเที่ยว การสื่อสารจะลำบากหน่อยนะคะ เพราะคนที่นั้นพูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้ ขอให้ทุกคนโชคดีค่าาา

247730_10151565962608186_496893679_n

เที่ยวสบายกินดี @ITALY ตอน7 ย้ายมวลสาร ep. 1 กลัวตาย

การไปเที่ยวก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเดินทาง ซึ่งจะเรียกว่าเป็นประเด็นหลักหรือว่าปัญหาใหญ่ก็คงจะไม่ผิด ความจริงการเดินทางนี่เป็นปัญหาใหญ่จริงๆถ้าคิดไปแล้ว ถึงจะไม่ได้เที่ยวก็เถอะ อยู่ที่ไหนทำอะไรก็ต้องมีการเดินทางมาเกี่ยวข้องทั้งนั้น ก่อนตายวาดฝันไว้ว่าขอให้การเดินทางเปลี่ยนจากใช้รถเป็นแต่ละคนมีไอพ้น jet ติดตัวแล้วก็บินได้ หรือว่าหายตัวได้เหมือนในเรื่อง jumper (เพ้อเจ้อ)

ปกติถ้าไปเที่ยวเมืองนอกกันเองแบบกลุ่มไม่ใหญ่มาก ก็มักจะใช้พวก public transport กันสะส่วนใหญ่ เพราะว่าเป็นวิธีที่ประหยัดและง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถเมล์(เวลาเรียก bus แล้วทำให้รู้สึกว่าหรูขึ้นไปอีก 3 เท่า) taxi เครื่องบิน

มาย้อนไปถึงวันแรกที่เบนไปถึงอิตาลี่เลยดีกว่า หลังจากที่ค้นหาข้อมูลการเดินทางเพื่อให้ไปถึงที่หมาย คือ uni ที่เมือง Bra ได้เนี้ย คิดว่าตัวคนเดียวและกระเป๋าสามใบไม่สามารถถึงได้แน่ถ้านั่งรถไฟ เลยต้องจ้าง taxi ให้ไปส่ง จากสนามบิน Malpensa ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เสีย 300 euro คิดเป็นเงินไทยก็ 12,000 บาท ราคาของ taxi ที่โน้นก็ไม่แน่นอน แล้ว taxi ก็ไม่ได้หาง่ายเท่าไหร ส่วนใหญ่ถ้าอยู่เมืองเล็กๆก็ต้องโทรนัด แล้วก็จะเป็นรถส่วนตัว ต้องวงในเล็กน้อยถึงจะรู้ ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาก็คงจะลำบากหน่อย ราคาก็ขึ้นอยู่กับระยะทางและความพอใจของคนขับ อย่างที่เบนใช้ 5 km เค้าคิดเบน 15 euro ก็ประมาณๆกันไปคะ เพราะมันแล้วแต่เมืองและวิจารญาณของคนขับเอง ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะนั่ง taxi กันเท่าไหรถ้าไปเที่ยวอิตาลี่ เพราะพูดกันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว

ตอนไปถึงสนามบินตัวคนเดียว เบนคิดว่านี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องกังวลเหมือนกันคือ เราจะเจอไอ้คนที่เรานัดไว้ยังไง แล้วไม่ได้เปิด roaming ในมือถือไว้ด้วย เปลืองตัง เสียค่า taxi หมื่อนสองได้ แต่ไม่อยากเสียนาทีละ 30 บาทเข้าใจไหม หลายคนคงลืมสิ่งที่เรียกว่า “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” กันไปแล้ว ก็ครั้งนี้แหละที่ทำให้รู้สึกว่าขอบคุณไอ้ตู้ตัวนี้และความรู้สึกที่ได้แนบหูคนอื่น ที่ทำให้ไม่ต้องบากหน้าไปขอยืมมือถือคนแปลกหน้า แต่คิดอีกทีมันก็เป็นข้ออ้างที่ดีที่จะเดินเข้าไปคุยกับคนดูดีนะคะเนี้ย

เมื่อได้โทรคุยกับคนขับ taxi ที่นัดไว้แบบงูๆปลาๆ อิตาเลี่ยน-อังกฤษ แล้วก็ได้เจอกันในที่สุด ขึ้นรถเรียบร้อย นั่งข้างหลังตามธรรมเนียมไทย หลังจากขับไปได้ 10 นาที ความเร็วเริ่มเพิ่มขึ้น คือรู้สึกว่าเร็วจนต้องไปมองหน้าปัดว่าขับอยู่เท่าไหร โน้น 160 km/hr ก็ไม่ว่าอะไร ชอบนั่งรถเร็วๆเหมือนกัน แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ขับรถอย่างเดียวไปพอ สักพักเริ่มคุยโทรศัพท์(แน่นอนว่าเป็น iPhone) อีกสักพักหยิบ blackberry ขึ้นมาพิมพ์ เท่านั้นยังไม่พอ ตอบ email ใน ipad ด้วย แล้วทำพร้อมกันหมดอีก ปกติเป็นคนชอบความผาดโผน แต่วันนี้รู้สึกกลัวตายมาก คือเพิ่งเหยียบอิตาลี่ ถ้าตายจะเซ็งอย่างไง

โปรดติดตามตอนต่อไป…………………………………

เที่ยวสบาย กินดี @Italy ตอน 3 : Price €€€

ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกับวัฒธรรมและรูปแบบการกินของชาวอิตาเลี่ยนกันก่อน อย่างที่เคยเล่าไปว่าอาหารอิตาเลี่ยนจะแบ่งออกเป็นหลาย courses http://fovefood.wordpress.com/2013/03/11/เที่ยวสบาย-กินดีitaly-ตอน-2-menu/ 

แต่ส่วนใหญ่แล้วคนอิตาเลี่ยนเองเค้าก็ไม่ได้สั่งกันครบทุกคอร์สหรอกนะคะ ถ้าไปกินสบายๆก็แค่สอง หรือถ้ามีงานเลี้ยงก็อาจจะจัดเต็มกันไป แต่เอาจริงๆก็ขึ้นอยู่กับคนและกลุ่มละคะ เบนเคยลองถามเพื่อนคนอิตาเลี่ยน ถ้าเป็นคนธรรมดาหน่อย ส่วนใหญ่เค้าจะไม่ค่อยกินข้าวนอกบ้านกัน จะกินข้าวอยู่บ้านกับครอบครัว เพราะทุกคนบอกว่าแม่กับยายตัวเองทำอาหารอร่อยที่่สุดแล้ว ถ้าออกไปกินข้าวนอกบ้านบ้างก็จะตกอยู่ที่ประมาณมื้อละ 30 euro แต่ถ้าเป็นพวก hi-so กินข้าวนอกบ้านแบบธรรมดาก็จะตกอยู่ที่มื้อละ 50 euro ถ้าแบบหรูเลยก็ประมาณ 120-180 euro ราคาที่กล่าวมานี้รวมไวน์แล้วด้วย เพราะเค้าดื่มไวน์กันเหมือนดื่มน้ำเปล่า บางคนบอกน้ำปล่าวไม่ต้อง มีไวน์แล้ว

615245_10151028583718186_208274659_o

อีกเรื่องที่พวกเราจะสงสัยกันมากคือเรื่องของ service charge หรือว่าค่าบริการ เพราะแต่ละประเทศวัฒนธรรมด้านนี้ก็ไม่เหมือนกัน ของที่อิตาลี่เค้าจะมีค่าบริการตัวหนึ่งที่เรียกว่า coperto ราคาจะอยู่ที่ 2-5 euro แล้วแต่ร้าน ถ้าร้าน osteria ก็จะถูกหน่อย แต่ถ้าเป็น ristorante ก็จะแพงหน่อย ยิ่งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวก็ต้องฟันกันหน่อยละ เพราะนักท่องเที่ยวมีไว้ให้ฟัน ไม่ว่าจะชาติไหนก็ตาม

2013-05-29 10.04.50

Coperto เนี้ยความจริงแล้วคือค่าขนมปัง เพราะร้านอิตาเลี่ยนจะมีขนมปังเอามาวางให้ตลอด บางที่ก็อร่อย บางที่ก็ไม่อร่อย แต่ส่วนใหญ่แล้วขนมปังอิตาเลี่ยนไม่ค่อยอร่อยเท่าไหรหรอกคะ ตั้่งแต่กินมาคงมีแค่ 20% เท่านั้นที่อร่อย นอกนั้นเอาไปโยนเลี้ยงเป็ดดีกว่า ยิ่งแคว้น Tuscany นี่กินแทบไม่ได้ เพราะขนมปังจืดมากกกก เนื่องจากเค้าไม่ใส่เกลือ

254479_493267410731795_2014641547_n

พอบอกว่า coperto คือค่าขนมปัง ด้วยความงก ถ้างั้นบอกว่าไม่เอาขนมปังได้ไหม เอาคืนไปเลย ไม่กิน แล้วไม่ต้องคิดค่า coperto ฉันนะ เบนเชื่อว่าคนเยอะมากที่คิดแบบเบน แต่จนแล้วจนรอด เบนก็ไม่เคยได้ทำอยากที่คิด(และอยากทำ) ถึงแม้ว่าตอนเป็นนักเรียนจะงกมากก็ตาม ไม่ใช่แค่มีแต่เบนที่งกนะคะ เพื่อนฝรั่งก็เป็นเหมือนกัน แต่ฝรั่งชอบกินขนมปังไงคะ เลยไม่บ่นมาก ถ้าขนมปังไม่อร่อยเมื่อไหรนี่ละก็จะเร่ิมละ เอาค่า coperto ฉันคืนมา…………. พอเริ่มกินไปเรื่อยๆ(เกือบปี) ก็เริ่มชิน คือถ้ามานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับแค่ 3 euro คือคิดแล้วมันเครียดนะค่ะ กินอาหารอร่อยน้อยลง ก็เลยช่างมัน รู้อยู่แล้วว่าต้องจ่าย ราคาก็ไม่เกิน 5 euro ก็ทำใจเลย ตอนนี้ก็เลิกดูแล้วว่าต้องจ่าย coperto เท่าไหร เพราะยังไงก็ต้องจ่ายอยู่ดี จะไปขอไม่จ่ายให้คนเสิร์ฟกับเจ้าของร้านไม่ชอบหน้า ไม่เอาดีกว่า ถือสะว่านี่คือค่า service charge แต่ถ้าพนักงานน่ารักบริการถูกใจจริงๆค่อย tip เพิ่ม เพราะว่าเบนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อครัว เจ้าของร้านและคนเสิร์ฟมากพอสมควรเลยคะ เนื่องจากกลุ่มคนเหล้านี้มีอิทธิพลมากกับอาหารที่เราจะได้กิน เบนเชื่อว่าถ้าเบนทำให้เค้าชอบเบนได้ เบนจะได้บริการระดับประทับใจและเป็นกันเอง ถ้าเชฟชอบเรา อยากให้เรากลับมาอีก เค้าก็ต้องทำให้สุดฝืมือ คนเสิร์ฟก็จะบริการเราแบบคนอารมณ์ดีและกระตือรือร้น ส่วนเจ้าของร้านเพื่อได้ลดราคาหรือว่าอาหารฟรี 555 เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะยังไงต้องยิ้มสู้ไว้ก่อน work ไม่ work ค่อยว่ากัน

 

คุณจะเลือกหรู หรือ อร่อย?

Che cosa è ostera, ristorante e trattoria?

เคยมีคนถามเบนว่า Ristorante, Trattoria and Osteria แตกต่างกันอย่างไร จากประสบการณ์ของเบนจริงๆแล้วเบนว่าเป็นเรื่องของการบริการ การจัดร้าน และราคาของเท่านั้น เรื่องของรสชาติอาหารนั้นไม่อยู่ในประเด็นนี้เลย เบนเลยให้ความสำคัญกับการเรียกชื่ออันนี้น้อยมาก

แต่ไหนๆแล้วก็มาลองดูความแตกต่างกันหน่อยดีกว่า ไล่จากที่ถือว่าอยู่ระดับบนสุด คือ Ristorante อ่านว่า ริสตอรานเต้ (เชื่อเบนมากไม่ได้นะคะ เพราะก็อย่างที่เห็นว่าเบนเขียนผิดเยอะมาก) มันก็คือ Restaurant เนี้ยแหละคะ ซึ่ง Restaurant เป็นภาษาฝรั่งเศส ชื่อนี้สำหรับอิตาเลี่ยนเป็นร้านอาหารระดับดีที่สุด จะต้องมีการบริการอย่างดีจากพนักงาน มีคนพาไปนั่งโต๊ะ มีผ้าปูโต๊ะและจัดวาง tablewares ไว้อย่างครบครัน

ต่อมาคือ Trattoria อ่านว่า ทราโทเรีย (อันนี้น่าจะเขียนถูก) ก็เป็นระดับลงมาอีกนิด เอาจริงๆคือเบนแทบจะแยกความแตกต่างไม่ได้หรอกคะ ก็แค่บางที ristorante หรูกว่า แต่ก็ไม่เสมอไป

Osteria นี่ถือเป็นระดับล่างสุด ร้านแบบบ้านๆ ถ้าเทียบก็คงเป็นร้านรถเข็นข้างถนน หรือร้านในห้องแถวของบ้านเรา ล้อเล่น เว่อไปนิดนึง ไม่เหมือนบ้านเราหรอกคะ เทียบกันไม่ได้ แต่ก็จะเป็นร้านแบบสบายๆหน่อย casual ส่วนใหญ่ก็จะบริหารกันแบบครอบครัว เจ้าของร้านทำอาหารเอง แล้วก็ราคา reasonable เอาจริงๆเบนชอบร้านแบบนี้มากที่สุด เพราะว่าเจ้าของร้านจะใส่ใจลูกค้า มาคุยด้วย ถามโน้นถามนี่ เป็นกันเอง (ไม่ทุกร้าน) แต่ก็คาดหวังบริการที่ perfect แบบเป๊ะๆไม่ได้นะคะ เพราะไปนั่งก็อาจจะไม่มีอะไรวางไว้ให้ เค้าจะเอามาให้ทีหลัง หรือบางทีก็ไม่มีเมนู เป็นแบบวันต่อวัน ซึ่งเบนก็ชอบอีกเพราะว่าได้ของสด คุณภาพดี ตามฤดูกาล :)

เบนเลยแทบจะไม่เคยดูเลยว่าร้านที่กินเป็นร้านประเภทไหน หรือตัดสินร้านอาหารที่ชื่อและความหรูหรา เบนให้ความสำคัญกับรสชาติและคุณภาพของอาหารเป็นสำคัญ ซึ่งความหรูและราคาไม่ใช่ข้อที่สามารถบ่งชี้ได้มากนักในอิตาลี่ ครั้งต่อไปเบนจะมาเล่าให้ฟังถึง การนั่งบาร์นั่งโต๊ะ และธรรมเนียมต่างๆในร้านอาหารของเค้าที่เราควรจะรู้กัน รวมถึงราคาอาหารและค่าบริการต่างๆ ฝากติดตามกันต่อนะคะ

ทัวร์แรกและแน่นอนว่าไม่ใช่ทัวร์สุดท้าย

หลังจากที่เรียนจบปริญญาโทด้านชิมอาหาร หรือเรียกแบบเต็มยศว่า Food Cultures and Communications มาจากอิตาลี่แล้ว เบนก็เริ่มกลับมาทำทัวร์กิน ตั้งใจจะพาคนไทยไปกินอาหารอิตาเลี่ยนอร่อยๆด้วยกันที่อิตาลี่ เพราะว่ามันไม่ได้มีแต่ pasta และ pizza อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ เบนเริ่มทำและ promote อย่างจริงจังเมื่อช่วงเดือนมกราคมของปี 2556 ก็คือปีนี้ จบกลับมาก็ทำเลยไม่รอช้า แล้วก็มีนิตยสารหลายเล่มให้ความกรุณาลงเรื่องทัวร์กินรูปแบบใหม่นี้ ทำให้ในที่สุดเกิด Fove Food Tour ทริปแรกขึ้นในวันที่ 1-8 พฤษภาคมที่ผ่านมา

หลายคนคงอยากรอดูสถานะการให้มีคนกล้าตายไปทัวร์แรกก่อน ดูสิว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ไอ้ทัวร์ Fove Food ชื่อเรียกยากนี่มันจะรอดรึเปล่า หรือว่าจะจบอยู่ที่ทัวร์แรก ถ้าทัวร์แรกผ่านไปค่อยพิจรณากันต่อ เบนเลยจะนำเรื่องมาเล่ากันให้ฟัง จะได้หายสงสัยว่าทุกคนรอดกลับมาอย่างปลอดภัย ไม่มีสวมมงกุฎ :) หน่วยกล้าตาย 7 คน กลับมาถึงเมืองไทยเรียบร้อยทุกคน แล้วผู้กล้าตายเหล่านี้เป็นลูกค้าที่น่ารักที่สุด น่ารักมากๆๆๆๆๆ ตัวเบนเองเคยไปทัวร์แค่ครั้งเดียว มั่นใจว่าตัวเองไม่น่ารักแบบนี้แน่นอน เกือบทุกคนในทัวร์เป็นนักกิน คนที่เป็นนักกินก็ enjoy กันสุดๆ แต่ถ้าไม่เป็นนักกินก็อาจจะ enjoy น้อยหน่อย เพราะว่าทัวร์นี้ให้ความสำคัญกับการกินมากคะ ปกติทัวร์อื่นเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ทัวร์นี้กินกันจนเหนื่อย

หน่อยกล้าตาย

หน่วยกล้าตาย

แน่นอนว่าเบนได้ทำแบบสอบถามให้ลูกค้าช่วยกรอกหลังทัวร์จบ ลูกค้าให้คะแนนความพอใจส่วนใหญ่ที่พอใจมากถึงพอใจมากที่สุด และทุกคนก็เขียนว่าคงจะเป็นลูกค้ากันในโอกาศต่อๆไป แล้วก็อยากให้เบนทำทริปญี่ปุ่นกับฝรั่งเศส(ซึ่งคงจะมีในอนาคต แต่ขออิตาลี่ให้ปรุก่อนคะ ทำอะไรอยากทำจริงให้รู้ลึกเป็นอย่างๆ) เรื่องที่ลูกค้าพอใจมากเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นเรื่องของอาหาร ซึ่งถ้าไม่พอใจเรื่องนี้ เบนคิดว่าเบนคงจะเลิกทำทัวร์ละคะ เพราะว่าแปลว่า taste ตัวเองไม่ตรงกับคนอื่นอย่างแรง พาคนไปสงสารลูกทัวร์แย่ ทุกมื้อเบนจัดหนักจัดเต็ม กลัวลูกทัวร์ออกจากร้านอาหารแบบยังไม่อิ่ม เพราะเห็นลูกทัวร์กินอยู่ก็สั่งเพิ่ม มารู้ตอนหลังลูกทัวร์บอกว่าเสียดายของอร่อยต้องกินให้หมด ครั้งหน้าช่วยสั่งให้น้อยๆหน่อย 555 แล้วทุกมื้อก็ต้องกินอาหารท้องถิ่นคู่กับไวน์พื้นเมือง เรียนรู้วัฒนธรรมของเค้า เพราะฉะนั้นแทบจะไม่มีมื้อไหนที่อาหารเหมือนกันเลย

IMG_0742

ส่วนอีกเรื่องที่พอใจกันทุกคนคือเรื่องที่พัก เพราะส่วนใหญ่เวลาคนไปเที่ยวก็มักเลือกโรงแรมที่เดินทางสะดวกอยู่ในเมือง โรงแรมพวกนั้นส่วนใหญ่ห้องก็จะเล็กๆ อยู่แล้วอึดอัด นักท่องเที่ยวก็จะปลอบใจกันเองว่าห้องมีไว้นอนเท่านั้น แต่เบนไม่เห็นด้วย ความสุขในการเดินทางอีกอย่างของเบนคือ การได้อยู่ในห้องที่สวย สะดวกสบาย กว้างขวาง และล้อมรอบไปด้วยสภาพแวดล้อมที่เจริญหูเจริญตา กลับมาจากไปท่องเที่ยวเหนื่อยมาทั้งวัน แล้วยังต้องมาอยู่ในห้องเล็กๆอึดอัดอีก วันก็จบไม่สวยแล้ว แถมยังต้องตื่นมาในห้องนั้นอีก ขอนอนอยู่บ้านสบายๆดีกว่า เพราะฉะนั้นเวลาเบนเดินทาง เบนอยากอยู่ในห้องที่สวยกว่าบ้านตัวเอง เห็นอะไรใหม่ๆ ไม่เอาแล้วโรงแรมแบบเดิมๆที่เหมือนกันทุกประเทศ ขออยู่แบบอะไรที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมแต่ละที่ดีกว่า เบนอยากได้แบบไหน ลูกทัวร์ก็ต้องได้แบบเดียวกัน :) เที่ยวด้วยกันก็ต้องสนุกและสบายด้วยกันทุกคน

527167_502814933110376_1816838680_n977873_473003576118318_985232411_o

แน่นอนว่าทัวร์แรกมันไม่ perfect ไปสะทุกอย่างหรอกคะ มันก็มีเรื่องที่ผิดพลาดกันบ้าง นั้นก็คือเรื่องของเวลา เนื่องจากตอนนี้ยุโรปออกกฏหมายมาใหม่เมื่อปีที่แล้วว่าคนขับรถทัวร์เมื่อเร่ิมออกจากที่พักแล้ว จะสามารถทำงานได้แค่ 12 ชั่วโมงเท่านั้น คือ ออกจากโรงแรม 9 โมง ต้องถึงโรงแรม 3 ทุ่ม ห้าม late และไม่มีกรณียกเว้น ทำให้บางทีต้องรีบกินมื้อเย็นและไม่ได้ enjoy กับอาหารอย่างที่ควรจะเป็น เพราะกว่าร้านอาหารจะเปิดก็ทุ่มสองทุ่มแล้ว เหลือเวลากินเป็ปเดียว trip ต่อไปเบนเลยปรับใหม่หมดว่าออกจากโรงแรม 10 โมงเช้าทุกวัน :) จะได้นั่งกินมื้อเย็นกันแบบสบายๆ แถมได้ตื่นสายด้วย

เป็นมื้อเย็นที่อาหารอร่อยและร้านสวยมาก

เป็นมื้อเย็นที่อาหารอร่อยและร้านสวยมาก

สวนของร้าน กับตัวร้าน

สวนของร้าน กับตัวร้าน

อีก comment ของลูกค้าที่จะทำให้เห็นภาพของทัวร์มากขึ้นคือ ทัวร์แปลกดี ไม่มีใครกล้าทำ ไม่เคยทำกิจกรรมแบบนี้มาก่อน, เหมือนเที่ยวเอง แค่จ่ายตัง แต่ไม่ต้องทำอะไรเอง

รับประกันคุณภาพ เพราะเบนเดินทางกับคุณด้วย เบนเลือกความสบาย ความสุขและความอร่อยมาก่อนเงิน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เบนทำคือความสุข และเบนตั้งใจจะสร้างความสุขให้กับทุกคนที่เดินทางไปพร้อมกับเบน ให้ทุกคนได้สบาย สนุก และอร่อย ถ้าได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน :)

พ่อแม่เห็นรูปแล้วบอกว่าสงสัยหัวหน้าทัวร์จะสนุกสุด

พ่อแม่เห็นรูปแล้วบอกว่าสงสัยหัวหน้าทัวร์จะสนุกสุด

ถ้าใครอยากไปเที่ยวด้วยกันทริปหน้าเดือน กันยายนและตุลาคม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://fovefoodtour.com/trip/index/310

มีทั้งแบบ 8 วันและ 11 วัน ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัย สามารถติดต่อผ่าน email : fovefoodtour@gmail.com หรือโทร 082-066-4433

ไวน์แดงซ่าาาาาา Lambrusco

Sparkling Red Wine – Vino Rosso Frizzante – ไวน์แดงซ่า

IMG_2888

Lambrusco ตัวนี้ถือว่าดีเลยทีเดียว ถ้าใครคิดอยากจะลองนะคะ

ส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับไวน์แดงแบบซ่าเท่าไหร  ที่เราเจอส่วนใหญ่แบบมี gas ก็จะเป็นไวน์ขาวพวก Prosecco หรือ Champagne ที่เราคุ้นๆกัน แต่ที่เบนมาพูดถึงไวน์แดงแบบซ่า เพราะมันมีไวน์ตัวหนึ่งของอิตาลี่ ชื่อ Lambrusco ซึ่งเป็นไวน์ที่ผลิตในแคว้น Emilia-Rogmagna อยู่ทางตอนกลางของประเทศ เมืองดังๆของที่นี้ก็อย่างที่เบนเคยเล่าไปแล้วคือ Parma, Bologna และ Modena แคว้นนี่เนี้ย อาหารเด็ดๆทั้งนั้น ไปลองหาอ่านเรื่องเก่าๆของเบนอ่านดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Pasta สด, Parma Ham, Culatello, Ciccioli(กากหมูอิตาเลี่ยน) แล้วก็ยังมีชีส Parmegiano Reggiano อีก ถ้ายิ่งไล่ชื่อไปเยอะกว่านี้ แค่เขียนก็รู้สึกว่าไขมันจะจุกอกแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลอาหารที่กล่าวมานี้ ก็เพราะจะบอกว่ามันเป็นที่มาว่าทำไมไวน์แดงของแคว้นนี้ต้องซ่า

เบนเคยเขียนลงนิตยสาร Hello เกี่ยวกับวิธีการกิน และได้กล่าวถึงการดื่มน้ำซ่า หรือโซดา หรือSparkling water หรือAqua Frizzante ไอ้ที่ไล่มาทุกชื่อเท่าที่จะคิดออกเพราะเคยมีคนสงสัยว่าตกลงเบนพูดถึงน้ำตัวไหนกันแน่ น้ำซ่าเนี้ย คือ น้ำซ่าของเบนเนี้ยคือน้ำที่ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น แต่มีการอัดก๊าสนะคะ จะแรงดันเยอะน้อย ฟองเล็ก ฟองใหญ่ ตอนนี้ไม่สำคัญ เออ…….. ความจริงมันก็สำคัญนะ เพราะว่าฟองเล็กกินแล้วมันจะนุ่มกว่า แต่ไว้วันหลัง วันนี้ขอพูดถึง Lambrusco

เมื่อเรากินอาหารที่มีความมัน หรือมีไขมันสูงเนื้อคะ โดยเฉพาะไขมันสัตว์ที่เป็นไขมันอิ่มตัว ไขมันพวกนี้จะไปติดอยู่ในปากและลิ้นของเราอยู่เป็นเวลานาน และการที่มีไขมันติดอยู่ที่ลิ้นเนี้ย มันก็ไปเคลือบอยู่บนต่อมรับรู้รสของเรา ทำให้ต่อมรับรสไม่สามารถสัมผัสกับอาหารได้ ทำให้เรารับรู้รสชาติของอาหารในคำต่อๆมาได้น้อยลง แล้วพวกไขมันพวกนี้ก็ไม่หลุดไปง่ายๆด้วยน้ำธรรมดาด้วยสิ แล้วอะไรที่จะล้างไขมันพวกนี้ออกไปจากลิ้นเราได้ละ??????? คำตอบมันบอกมาตั้งแต่ต้นแล้วก็คือเครื่องดื่มที่มีก๊าซนั้นเอง คือเรื่องวิทยาศาสตร์เบนก็ไม่ได้สันทัดเท่าไหร ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่ ว่าก๊าซมันทำให้ไขมันแตกตัวหลุดออกไปจากลิ้นอย่างไร แต่แค่รู้ว่า gas มันช่วยทำให้ไขมันหลุดออกไปจากลิ้นได้ดีกว่าน้ำเปล่าหรือไวน์ธรรมดา

แล้วก็เป็นที่รู้กันเกี่ยวกับ basic ง่ายๆของไวน์ คือ ไวน์แดงเข้ากับเนื้อ ไวน์ขาวเข้ากับอาหารทะเล แล้วแคว้นนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่แปลรูปมาจากหมู Salumi ทั้งหลาย ซึ่งแต่ละอย่างก็มันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไวน์ที่นิยมดื่มและผลิตส่วนใหญ่ของแคว้นนี้จึงเป็นไวน์แดงซึ่งมีความซ่า เพราะสามารถเข้ากับเนื้อได้ดี และยังช่วยล้างมันที่ติดอยู่บนลิ้นของเรา ทำให้หลังจากดื่ม Lambrusco ไปนั้น เราสามารถรับรู้รสชาติของ Parma Ham หรือ Salami ตัวโปรดของเราได้อีกครั้บแบบเต็มรสชาติเหมือนหรือใกล้เคียงกับคำแรกอีกครั้ง แต่ถ้าได้เจอกับ Perfect matching ระหว่าง Salumi กับ lambrusco ตัวนั้น แน่นอนว่าทั้งไวน์และ Salumi จะต้องมีรสชาติที่ส่งเสริมและอร่อยเพิ่มขึ้นทั้งคู่

สำหรับคอไวน์ตัวจริงนั้น Lambrusco อาจจะเหมือนของแสลง ต้องบอกตามตรงว่าหาแบบดีดีค่อนข้างยาก แต่ Lambrusco ที่เบนถูกใจกลับไม่ได้อยู่ในแคว้น Emila-Romagna แต่ไปอยู่ในเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Mantova ในแคว้น Lombadia เป็นเมืองที่มี Lambrusco เป็นของตัวเอง ตอนที่เบนได้ลอง เบนกินคู่กับ Risotto สูตรเฉพาะของ Mantova ซึ่งเค้าใช้มันหมูและเนื้อหมูในการผัดข้าวแทนการใช้เนย  Lambrusco กับ Risotto ของ Matova นี่เข้ากันได้ดีจริงๆ แล้วนี่เบนก็กำลังจะพาลูกทัวร์ของ Fove Food Tour กลับไปที่เมืองนี้เพื่อไปลองกินอาหารชามนี้กันกับเบนเดือนหน้า :)

เที่ยวสบาย กินดี@ Italy ตอน 1 การเลือกร้านอาหาร

ประเทศอิตาลี่เป็นประเทศที่เบนได้มีโอกาสไปบ่อยที่สุด แล้วยังแถมได้ไปเรียนปริญญาโทที่นั้นแบบจับพรัดจับพรูด้วย แล้วเนื่องจากที่เป็นคนอยู่เพื่อกิน เรื่องกินสำคัญกว่าชีวิต ทุ่มเททั้งแรงเงิน(ของพ่อ)และแรงกายเพื่อตามหาของกินอร่อยๆ (ที่ไปเรียนก็ไปเรียนเกี่ยวกับการชิมอาหารคะ) ไปเที่ยวนี่ก็เที่ยวเพื่อกินคะ ของอร่อยอยู่ที่ไหน เราไปที่นั้น มีอะไรให้ดูไว้ว่ากันอีกทีหลังกินเสร็จ

ประเทศอิตาลี่นอกจากจะมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ผู้คนที่น่าหลงไหล อีกเรื่องที่โดดเด่นมากคืออาหาร ถ้าใครไปอิตาลี่แล้วไปกินอาหารจีน อาหารไทย จบๆๆๆ ไปประเทศไหนต้องกินอาหารประเทศเค้าคะ มันได้เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมที่สุดยอดอีกอย่างหนึ่งIMG_3910

เวลาคนคิดถึงอาหารอิตาเลี่ยนก็คงจะคิดถึงอยู่ไม่กี่อย่าง คือ Pizza, Pasta, Cheeses แล้วก็อาจจะมี Parma Ham เข้ามาด้วย แต่ความจริงแล้วอาหารอิตาเลี่ยนเค้าหลากหลายมากกกกก แต่ละแคว้นจะมีอาหารและวัตถุดิบเฉพาะตัวที่ผลิตได้จากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกัน เอาคร่าวๆก่อนเลยคือ ทางตอนเหนือจะเน้น ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกันสัตว์ เพราะว่ามีภูเขาและที่ราบสูง สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ดี ก็จะมีผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อ นม ชีส สะเยอะ เช่น Steak, Salumi, เนย, อาหารประเภทเนื้อต่างๆ แล้วก็ Risotto ส่วนทางตอนใต้อากาศร้อนหน่อยก็จะได้พวกผักเยอะ อาหารก็จะเป็นอาหารสด และอาหารทะเล ใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหารเยอะกว่าทางตอนเหลือ ตอนเหนือใช้เนยเยอะ

ไม่ใช้แค่แบ่งเหนือใต้นะคะ เพราะว่าเค้ายังแบ่งเป็นแคว้นอีก แต่แค่นั้นยังไม่พอเค้ามีอาหารประจำเมืองด้วย คือถ้าไปเที่ยวอิตาลี่ ไม่ได้อยู่เมืองเดียวตลอดเนี้ย แล้วรู้จักสั่งอาหาร ไม่มีทางเบื่ออาหารอิตาเลี่ยนแน่ เพราะมันไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละเมือง

IMG_6309

 

ถ้าไปอิตาลี่เอง แล้วไปแบบตายเอาดาบหน้า หาร้านอาหารตามทาง ไม่ได้เตรียมวางแผนไปก่อนเนี้ย เบนขอแนะนำการเลือกร้านคะ อย่างแรกคือ อย่าเลือกกินอาหารที่อยู่ในบริเวณ Tourist attraction เพราะอาหารส่วนใหญ่จะไม่อร่อย(ไม่ 100% นะคะ) แล้วแถมราคายังแพงอีกด้วย เมนูที่เค้าเสนอส่วนใหญ่ก็จะเมนูสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่เป็น traditional ของแต่ละเมือง เบนขอเสนอให้ไปเดินเล่นในเมืองตามตรอกซอกซอยคะ แล้วถ้าเห็นร้านไหนมี sticker แบะอยู่ที่ประตูหน้าร้านเยอะๆนะคะ ใช้ได้เลย เพราะที่อิตาลี่เค้าจะมีพวก Guide แนะนำร้านอาหารเยอะมาก แล้วก็ค่อนข้างเชื่อถือได้ แต่หนังสือส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอิตาเลี่ยนแล้วไม่มีแปล ตัวเบนเองใช้ 3-4 เล่ม บวกกับการถามเพื่อนที่เป็นคนอิตาเลี่ยนเอาว่าต้องกินที่ไหนแล้วสั่งอะไร เพราะร้านอาหารถึงจะบอกว่าเป็นร้านที่ดีและอร่อย แต่คงไม่ไช้อร่อยทุกเมนูแน่นอน อันนั้นก็จะเทพเกินไป

ป้ายนี้เขียนว่า Tourist MENU ขอให้เดินหนีให้ไกล

ป้ายนี้เขียนว่า Tourist MENU ขอให้เดินหนีให้ไกล

ถ้าจะเดินเข้าร้านแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เจองี้น่าจะใช้ได้เลยทีเดียว ถ้าใช้ไม่ได้คุณก็ถือว่าโชคร้ายไป

ถ้าจะเดินเข้าร้านแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เจองี้น่าจะใช้ได้เลยทีเดียว ถ้าใช้ไม่ได้คุณก็ถือว่าโชคร้ายไป

สรุปไอ้ที่เขียนมายืดยาวเนี้ยคะ มีประเด็นแค่สองข้อ คือ อย่าเลือกกินร้านที่ Tourist Attraction และสองคือ เลือกร้านที่มี สติกเกอร์แปะอยู่ที่ประตูหน้าร้านเยอะๆ

ถ้าใครยังสนใจต่อเกี่ยวกับการสั่งอาหารและเลือกเมนูในร้านอาหารที่อิตาลี่ ก็ฝากยกมือบอกกันหน่อยนคะ เพราะก็ไม่มั่นใจว่าคนชอบเที่ยวต่างแดนจะหลงไหลการกินแบบเดี่ยวกับเบนรึเปล่า Salut