น้ำหนัก on Holiday – และวิธีการลดน้ำหนัก

หลังจากที่หลังๆนี้เขียนแต่เรื่องไร้สาระ แต่ยังมีคนตามอ่านบ้าง ไอ้เราก็เลยได้ใจมาเขียนเรื่องไม่มีสาระต่อไป แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระที่ลูกค้าของ Fove Food Tour ทุกคน หรือคนที่ชอบทานและชอบเที่ยวทุกคนกังวลกัน แล้วก็ไม่พ้นตัวเบนเองด้วย คือเรื่องน้ำหนัก ที่เกี่ยวโยงไปถึงความสวยความงาม/ความหล่อ

ตอนที่เป็นเด็ก(คืออายุต่ำกว่า 22 ปี ตอนนั้นคือยังคิดว่าเด็กอยู่) เวลาผู้ใหญ่เดินไม่ไหว หรือว่ากินได้นิดเดียว หรือชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ บอกเลยว่าไม่เข้าใจ ไม่อิน วิวภูเขาต้นไม้ดอกไม้รึ ก็งั้นๆ, อะไรกันทำไมเดินแค่นี้ก็เหนื่อยแล้วหรอจ้ะ?, ทำไมกินไปแค่นิดเดี๋ยว บอกไม่ได้แล้วเดี๋ยวน้ำหนักขึ้น แต่พออายุเลย 25 ขึ้นมาเท่านั้นแหละ รู้ซึ้งเลย(เลิกเรียกตัวเองว่าเด็ก นี่สินะเค้าถึงว่าเบญจเพศ <รึเปล่า?>) ขับรถชื่นชมวิวที่ Tuscany คนเดียว น้ำตาแทบไหล(ความจริงคือไหลแต่ยังไม่อยากยอมรับ) อย่างกับคนบ้า เพราะความสวย, เห็นทางเดินลงเขาเมื่อไหร เท่านั้นแหละ อาการเจ็บเข่าเริ่มมา, ตอนนี้ไม่ต้องกิน แค่ดมน้ำหนักก็ขึ้นได้แล้ว

แต่ยังโชคดีหน่อยที่ช่วงนี้ การรักษาเงินในกระเป๋าของเบนคือการไปออกกำลัง เพราะเวลาว่างมีมากเกิน ถ้าไปทำอย่างอื่นคงจะหมดตัว บอกแล้วว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าเรื่องก็จะเล่าเรื่องส่วนตัวของตัวเองไปเรื่อยๆ ถึงตัวเบนเองจะไม่ได้เป็นคนอ้วน แต่ก็ไม่ได้เป็นคนผอมเหมือนกัน รูปร่างก็แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก สุง 156cm. ตอนอยู่มัธยมหนัก 48kg. แต่พอขึ้นมหาลัย ก็ 50-52kg. ตลอด ซึ้งก็ไม่ได้อยากลดน้ำหนักหรือว่าอะไร เพราะเรื่องกินอร่อยสำคัญกว่าความสวยความงาม

310627_10150325707253186_859814285_n
2011 ก่อน Italy effect

แต่ตอนไปเรียนโทที่อิตาลีนี่สิ อยู่ที่นั้นไม่ได้ออกกำลังกายเลย แล้วก็กินๆๆ (ปกติตอนอยู่จุฬา(ตรี) จะโดดเรียนวิชาน่าเบื่อไปเข้ายิมบ้าง ตี tennis หรือเล่น squash บ้างที่ sport club ตามเรื่อง) แต่พออยู่โน้นก็ไม่สนใจเรื่องน้ำหนักเพราะเอาจริงๆ class mates ทุกคนน้ำหนักขึ้นหมด เราก็เลยไม่เคยรู้สึกว่าเราอ้วน จนกระทั้งกลับมาเมืองไทยนี่แหละ ด้วยน้ำหนัก 58kg. ที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอ้วน แต่กลับมาทุกคน เน้นว่าทุกคนทัก ตอนแรกก็ไม่ค่อยสนใจ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆก็เริ่มลำคาญ และกลายเป็นความไม่มั่นใจ ถึงกับเคยได้สมญานามว่า “พี่สาวอ้วนๆของพระซัน” (ตอนนั้นน้องชายบวชอยู่ แล้วเณรในวัดเรียกเบนว่างั้น 555) เลยเริ่มรู้สึกตัวว่าจะต้องลดน้ำหนักแบบจริงจัง ก็ตั้งใจว่าจะต้องลดน้ำหนักให้กลับมาเท่ากับตอนก่อนไปอิตาลี คือ ต้องลด 6kg แต่อย่างที่บอกคือเรื่องกินสำคัญมาก เพราะงั้นเบนไม่คิดที่จะ Diet หรือควบคุมการกินอาหารโดยนับ Calories บราๆ NO WAY!

20120813_132728
ตอนที่หนักที่สุดในชีวิต(ณ ตอนนี้ เพราะอนาคตข้างหน้ายังไม่แน่) #58kg #where’smyneck #ฆ่าตัวเอง

 

คนส่วนใหญ่เวลาคิดจะลดน้ำหนักก็หวังที่จะได้เห็นผลเร็วๆภายใน 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือนอะไรประมาณนั้น แต่สิ่งที่เบนจะบอกเป็นความเข้าใจของเบนเองที่ลองทำเองและความรู้เสริมอีกนิดหน่อย ซึ่งจะไม่พูดว่านี่คือ fact สำหรับทุกคน เพราะร่างกายทุกคนนั้นไม่มีใครเหมือนกัน อย่างตอนเด็กๆ น้ำหนัก 2-3kg นี่ลดง่ายมาก แค่ 1 อาทิตย์ก็ลดได้แล้ว แต่พอโตขึ้นมาสิ 2kg บางทีหนึ่งเดือนยังไม่ลดเลย พอเป็นแบบนี้ คนที่อยากเห็นผลเร็วมักจะให้วิธีการอดหรือลดอาหาร หรือบางคนก็อาจจะมีและ/หรือ การออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

อย่างแรกเลยสำหรับเบน สิ่งที่เบนคิดว่า NO NO เลยคือการอดอาหาร ถึงวิธีนี้จะทำให้น้ำหนักลงเร็วที่สุดก็จริง ก็มันมีผลข้างเคียงที่จะส่งผลในระยะยาว เหตุผลที่ห้ามเด็ดขาดกับการอดอาหารคือ เมื่อร่างกายไม่ได้รับอาหาร ร่างกายก็เข้าใจว่าเราตกอยู่ใน Starvation Mode คือประมาณว่าเราอยู่ในทะเลทราย ไม่มีอะไรให้กิน สิ่งที่ร่างกายทำให้เราน้ำหนักลดและผอมลงอย่างเห็นผลทันตาคือ ร่างกายได้เอาพลังงานสะสม คือไขมันที่เราสะสมไว้เนี้ยหละ ไปเอามาใช้ เพราะเราไม่ได้กิน ไม่มีพลังงานใหม่ให้ร่างกาย ร่างกายเลยต้องไปดึงของเก่าออกมา แต่อีกสิ่งที่ร่างกายทำคือ การลดการเผาผลาญพลังงาน(Metabolism)ของร่างกายด้วย เพราะถ้าเรากำลังจะอดตายอยู่ในทะเลทรายจริงๆ ร่างกายก็จะพยายามทำให้เรามีชีวิตรอดให้นานที่สุด การเผาผลาญพลังงานก็จะน้อยลงเรือยๆ เพื่อให้ใช้ไขมันที่เหลืออยู่ให้ได้นานที่สุด ที่นี้พอเราลดน้ำหนักได้ตามที่พอใจแล้ว คือสวยแล้วว่างั้น คนส่วนใหญ่ก็มักจะกลับมากินอาหารในปริมาณเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิมนิดหน่อย แต่เรื่องของเรื่องคือ Metabolism มันไม่ได้กลับมาเผาผลาญเท่าเดิมแล้ว มันยังเผาผลาญพลังงานน้อยอยู่เหมือนตอน พอเรากินเพิ่มมานิดหน่อยเท่านั้นแหละ น้ำหนักก็ขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งนี่คือคำอธิบายของ Yoyo effect (อันนี้มันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เยอะ ไม่แน่ใจว่าถูกมากน้อยแค่ไหนนะคะ ถ้ามีคุณหมอหรือผู้มีความรู้มาอ่านแล้วเบนเกิดเขียนผิดพลาดก็ขออภัย และจะเป็นความกรุณาถ้ามาให้ความรู้ #happyfatface อย่างพวกเรา)

อธิบายให้เข้าใจมากขึ้นอีกนิด(มั้ง) สมมุติร่างกายเคยเผาผลาญอยู่ 10 ก่อนอดอาหาร แต่เรากิน 12 มันเกินที่ร่างกายเผาผลาญ เราเลยอ้วน แต่ที่นี้ พอเราอดอาหารกินเหลือ 2 ร่างกายก็ลดการเผาผลาญลงมาเหลือ 5 ทำให้มันเผาส่วนที่เราเก็บไว้ออกไปใช้ด้วย เพราะที่กินเข้าไปมันไม่พอ จึงทำให้เราผอมลง แต่พอเราเลิกอดอาหารกลับมากิน 10 แต่ร่างกายยังเผาอยู่แค่ที่ 5 ที่นี้แหละอ้วนง่ายขึ้นแล้วก็เร็วขึ้นอีก และบอกเลยการทำให้การเผาผลาญของร่างกายกลับมาเหมือนเดิมเป็นอะไรที่ยากมาก และมีวิธีเดียวคือการออกกำลังกาย ไม่งั้นก็ต้องอดอาหารไปตลอดชีวิตหรืออ้วนไปตลอดชีวิต คือถ้าคิดจะลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร หรือกินน้อยลง ก็จะต้องกินอาหารน้อยๆเท่านั้นไปตลอด จะกลับมากินเยอะไม่ได้อีก

ต้องขอโทษที่จะทำให้ฝันของหลายคนสลาย เพราะการลดน้ำหนักไม่มีทางลัด ยิ่งแก่ยิ่งใช้เวลานาน แต่มันจะดีในระยะยาว อย่างเบนใช้เวลาลดน้ำหนัก 6kg ที่ว่าเกือบ 2 ปี สิ่งที่เบนทำมันอาจจะยากสำหรับคนหลายคน เพราะเบนมีเวลาเยอะ เบนเลยออกกำลังกายเยอะและเวลาไหนก็ได้ แต่ถึงยังงั้นเบนก็ยังใช้เวลาถึง 2 ปี เพราะเบนไม่ได้ควบคุมอาหารเลย เนื่องจากสิ่งที่ทำให้เบนมีความสุขคือกินเท่าไหรก็ได้ที่ต้องการ เพราะงั้นก็ต้องไปเพิ่มที่การออกกำลังให้มากขึ้น แต่ถ้าใครเรื่องกินไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้นสำหรับบางคน การลดการกิน(ไม่ใช่อด)ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะความจริงแล้วคนเราสมัยนี้กินเกินกว่าที่ร่างกายต้องการเยอะมาก จะได้ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์จะได้ตายน้อยลงด้วย(อยากให้คนอื่นทำ เพราะตัวเองยังทำไม่ได้ แต่คิดว่าสักวันจะทำ) อย่างถ้าสมมุติปกติกินอยู่ 10 ก็อาจจะเหลือ 8-9 ไม่ต้องลดเยอะ วิธีช่วยคือ การดื่มน้ำแก้วใหญ่ๆก่อนมื้ออาหารทุกมื้อ 30 นาที ให้รู้สึกไม่หิวมากจะได้ไม่กินอย่างบ้าคลั่ง ที่ช่วยได้อีกคือไม่ทานน้ำหวาน และ snack ระหว่างมื้อ(อันนี้สำคัญมาก)

PhotoGrid_1435375488459

หลังจากที่เบนกลับมาจากเรียนโทและน้ำหนักลดลงมาที่ 50 ต้นๆตามที่ต้องการแล้ว น้ำหนักเบนก็อยู่ที่ประมาณนี้มาเรื่อย ถึงจะกินเยอะมากช่วงออกทริปพาลูกค้าไปอิตาลี คือกินท้องแทบแตกทุกมื้อ โชคดีที่อิตาลี snack ไม่อร่อย เลยไม่ได้กินระหว่างมื้อเลย รวมถึงเดินวันละเกือบ 20,000 ก้าวทุกวัน ทำให้ถึงกลับมาน้ำหนักก็ไม่ค่อยขึ้น  อาจจะคงเป็นเพราะปกติเป็นคนออกกำลังกายเยอะด้วย ทำให้ถึงไม่ได้ออกกำลังกายเยอะระหว่างทริป แต่การเผาผลาญยังคงอยู่(คิดว่านะ) แต่ลูกค้าก็จะมีเพิ่มบ้างโลนึงอะไรแบบนี้ เพราะคงจะทานเยอะกว่าปกติตอนอยู่เมืองไทยมาก ส่วนเบนเองทานเยอะเป็นปกติอยู่แล้ว รวมถึงร้านที่พาลูกค้าไปก็เคยกินมาหมดแล้ว แล้วก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ได้ไปกินอีก เลยไม่ได้ยัด แต่ทริปที่ยัดก็มีเหมือนกัน (มันเริ่มยาวไปแล้วไหม save ไว้ก่อนแล้วกลับมาอ่านต่อคราวหน้า ?🙂 )

13876123_10154361084563186_4391558317817235997_n

ทริปที่ยัดคือทริปใหม่หรือทริป reserch ซึ่งคิดว่าแบบนี้น่าจะกินมากกว่าคนปกติที่ไปเที่ยวอีก เพราะงั้นก็น่าจะพอเข้าใจคนอื่นได้บ้าง ทริปล่าสุดที่ไปคือญี่ปุ่น อยากจะบอกว่าเครียดน้อยๆตั้งแต่รู้ว่าต้องไปญี่ปุ่น เพราะอาหารญี่ปุ่นมันอร่อย แถมขนมก็อร่อย ยังไงก็ต้องทาน snack และนอกมื้อเยอะชัวร์ๆ เตรียมใจว่ายังไงน้ำหนักก็ต้องขึ้น ระหว่าง 8 วันที่อยู่ญี่ปุ่น เพราะนอกจากจะพาลูกค้าไปแล้ว ยังต้องไป reserch ด้วย เพราะงันก็ต้องกินและลองให้เยอะที่สุดที่จะเยอะได้ หลังจากผ่านไป 4 วัน ที่ไม่ได้ออกกำลังกายและกินๆๆอย่างเดียว(พวกที่ออกกำลังกายเยอะๆ(gym freek, yes I AM!)ทุกคนจะเข้าใจหัวอกนี้ เพราะถ้าไม่ได้ออกกำลังกายสัก 3 วันจะรู้สึกกล้ามย้อน และตัวบวม) พอไปเจอเครื่องชั่งก็อดลองชั่งไม่ได้ ขึ้นไปเท่านั้นหละ กรี๊ด(แบบมีเสียง) ออกมาอย่างดัง ดีที่ไม่มีใครอยู่ใน onsen ไม่งั้นได้เห็นนมสั่นๆวิ่งออกมาดูว่าเกิดไรขึ้นกันเต็ม ก่อนมาน้ำหนัก 52.5kg ตอนนี้ 55kg แม่เจ้าพระคุณ ชุดที่เอามาทุกชุดรู้สึกว่าเกิดคับขึ้นมาทันที (ทีอีตอน 58 ไม่รู้สึกว่าอ้วนเลย ถึงขนาดใช่ชุดรัดรูปที่เพื่อนบอกว่าพุงนำนม ซิปแทบปรี แต่ก็ยังมั่นใจ ฉันใส่ได้ ยังพยายามยัดตัวเองเข้าไปในชุด size32 แล้วก็คิดว่า ชุดนี้สงสัยทำ size เล็กกว่าปกติ เปลี่ยนไป 34 ก็ยังไม่ได้ 36 ก็ไม่ได้ ต้อง 38 แล้วก็ยังไม่รู้สึก) พอรู้ว่าตัวเองน้ำหนักใกล้ตอนเพิ่งกลับมาจากอิตาลีเท่านั้นหละ เครียดมาก จริงจัง บ่นทุก 30 นาที(ขออภัยผู้ร่วมทริปญี่ปุ่นมา ณ ที่นี้) และก็ตั้งใจว่าหลังจากนั้นจะกินให้น้อยลง คืนต่อมาก็แค่ทาน อาหารเย็น 3 มื้อเท่านั้นเอง แล้วเราก็บอกกับตัวเองว่า “tomorrow” (that never come) หลังจากที่ความพยายามกินน้อยลงที่ญี่ปุ่นไม่ประสบผลความสำเร็จอย่างแรง เมื่อกลับมาเมืองไทยอย่างแรกที่ทำเลยคือแก้ผ้า แล้วขึ้นตาชั่ง อ่าววว ปรากฎน้ำหนักแค่ 53kg เอง ถ้าให้คิดเองเออเอง จะต้องขอขอบคุณการออกกำลังที่สะสมมา ทำให้แม้ไม่ได้ออกกำลังกายกว่า 8 วัน แต่ metabolism ก็ยังช่วยเผาสิ่งที่กินเข้าไปจากที่ปกติกิน 10 แต่ไปญี่ปุ่นอาจจะกิน 15 ได้อย่างสวยงาม

อยู่ญี่ปุ่นไม่เดิน
อยู่ญี่ปุ่นไม่เดิน เพราะถนนเรียบเกินไป

 

สรุปใจความสำคัญ

  1. ห้ามอดอาหาร
  2. ดื่มน้ำเยอะๆ (หนึ่งแก้วโตๆก่อนมื้ออาหาร 30 นาที)
  3. ออกกำลังกาย (ถ้าใครไม่มีเวลามาก เห็นกระไดที่ไหนขอให้เดินขึ้นแทนการขึ้นลิฟ นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายที่เบนคิดว่าลดน้ำหนักได้ดีที่สุดแล้ว ก้นยังสวยด้วย)
  4. อย่ากินอะไรนอกมื้ออาหาร
  5. ไม่ดื่มน้ำหวาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s